ในโอกาสที่ปี 2569 นี้เป็นปีที่ “ประชาชาติธุรกิจ” ผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนก้าวสู่ปีที่ 50 ในฐานะสื่อธุรกิจที่เคียงคู่สังคมไทยมายาวนานถึง 5 ทศวรรษ จึงอยากใช้โอกาสนี้นำเสนอเรื่องราว ประสบการณ์ผ่านวิกฤต ตลอดจนบทเรียนการปรับตัวของหน่วยงานหรือองค์กรธุรกิจที่ทรงอิทธิพล มีบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย หนึ่งในนั้นก็คือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่ถือได้ว่ามีบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งระดมทุนของภาคธุรกิจ มาถึงปีที่ 51 แล้ว
“อัสสเดช คงสิริ” กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ตลาดทุนไทยยังคงยืนหยัดได้ เพราะมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และมีองค์ประกอบหลัก 2 ส่วนที่ทำงานร่วมกัน คือ บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจ และนักลงทุนทั้งรายย่อย สถาบัน และต่างชาติ ที่เป็นแรงขับเคลื่อนด้านอุปสงค์และอุปทานของตลาด
“ตลาดหลักทรัพย์ฯและประชาชาติธุรกิจมีอายุใกล้เคียงกัน ก็คงผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านวิกฤตต่าง ๆ มาด้วยกัน ก็ต้องขอบคุณประชาชาติที่เป็นกำลังให้กับตลาดทุนมาตลอดด้วย”
“อัสสเดช” กล่าวว่า แม้ตนจะดำรงตำแหน่งผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯมา 1 ปีครึ่ง แต่ถือว่าเป็น “ไฮไลต์” เพราะต้องเผชิญหลายวิกฤต ตั้งแต่นโยบายภาษีของสหรัฐ แผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ จนล่าสุดสถานการณ์ตะวันออกกลางที่อาจจะไม่ใช่วิกฤตใหม่ เพราะช่วง 50 ปีก็มีสงครามเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
หรืออย่างสมัยวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 บทบาทสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯช่วงนั้น ในมุมที่ตนเห็นชัด คือ มีส่วนสำคัญในการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกรณีการเข้าจดทะเบียนของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่สามารถระดมทุนและต่อยอดธุรกิจได้ในช่วงที่แหล่งเงินทุนอื่นแทบปิดตาย กลายเป็นตัวอย่างสำคัญของบทบาทตลาดทุนในการ “พาธุรกิจออกจากวิกฤต”
“เวลาเกิดวิกฤตทุกครั้ง ตลาดทุนทั่วโลกก็อยู่รอดกันมา แต่ละวิกฤตก็เป็นโอกาสคนละแบบ สิ่งสำคัญคือ Mission Statement ของตลาดหลักทรัพย์ฯในวันนี้ จริง ๆ คงไม่ได้เปลี่ยนจากเดิมไปมากเท่าไหร่ เส้นทางการเดินที่อยากจะมุ่งมั่นให้ตลาดทุนของเรา และงานของตลาดหลักทรัพย์ฯไปในทิศทางเดียวกัน คือ การสร้างและอยากเป็น The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities”
“Trusted” คือ น่าเชื่อถือ, “Gateway” เป็นเส้นทางหรือประตูที่จะไปถึงจุดจุดหนึ่ง, “Inclusive” คือทำเพื่อส่วนรวม ต้องทำเพื่อทุกฝ่าย เพราะตลาดหลักทรัพย์ฯเป็นตัวกลาง และ “Opportunities” คือ โอกาส ทั้งของธุรกิจที่จะระดมทุนเพื่อต่อยอดธุรกิจ และของนักลงทุนที่จะออม หรือทำกำไร หรือบริหารความเสี่ยงของตัวเอง กล่าวคือการเป็นประตูแห่งโอกาสที่น่าเชื่อถือและเข้าถึงได้สำหรับทุกฝ่าย ทั้งในมิติของการระดมทุน การลงทุน และการบริหารความเสี่ยง
“หนึ่งในภารกิจหลัก คือการรักษาโครงสร้างพื้นฐานที่มีเสถียรภาพสูง (Seamless Infrastructure) เพื่อให้การซื้อขายดำเนินได้อย่างต่อเนื่องในทุกสถานการณ์ สร้างความมั่นใจให้ผู้ลงทุนว่า ระบบจะไม่ล้มเหลว ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะปกติหรือช่วงวิกฤต”
“อัสสเดช” กล่าวว่า การทำงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ หากเปรียบเทียบอดีตกับปัจจุบัน ถือว่าแตกต่างมหาศาลในเรื่องเทคโนโลยี ตั้งแต่สมัย “เคาะกระดาน” เขียนเป็นชอล์กบอร์ดตะโกนเรียกกัน ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยก็มีพัฒนาการขึ้น เพื่อให้สะดวกขึ้น เร็วขึ้น มั่นใจได้มากขึ้น ขณะที่ในแง่บริษัทที่เข้าระดมทุน พื้นฐานไม่ได้เปลี่ยนมาก คือ ระดมทุนไปเพื่อลงทุนและขยายกิจการ เพื่อสร้างกำไรที่สูงขึ้น เพียงแต่กลไกในการวิเคราะห์หรือขั้นตอนการเข้ามาถึงตลาดทุน ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามบริบท ซึ่งปัจจุบันกำลังร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. ปรับปรุงเกณฑ์ในการกลั่นกรองบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนให้เหมาะสมมากขึ้น
“วันนี้เราแข่งขันกับหลายประเทศที่อยากจะพยายามดึงบริษัทจดทะเบียนไปตลาดของเขา เราจะแข่งขันกันอย่างไร โดยที่ยังมีความสมดุลในการสร้างความน่าเชื่อถือ หรือความปลอดภัยให้กับนักลงทุนด้วย เพื่อให้สินค้าในตลาดทุนเป็นอะไรที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ”
“ถิรพันธุ์ สรรพกิจ” รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ เสริมว่า จากยุคเคาะกระดานก่อนปี 1991 จากนั้นเข้าสู่ยุคคอมพิวเตอร์จับคู่ (Computer Matching) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพขึ้น ต่อมาเป็นยุคอินเทอร์เน็ตหลังปี 2000 นักลงทุนสามารถซื้อขายออนไลน์ได้ด้วยตนเอง ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายขยายตัวสู่ระดับหมื่นล้านบาท และเมื่อสมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาท การซื้อขายจึงเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ปัจจุบันเข้าสู่ยุคของโปรแกรมเทรดดิ้งที่ใช้ระบบอัตโนมัติช่วยตัดสินใจตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้ และอนาคตกำลังก้าวสู่ยุคถัดไป ซึ่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจลงทุนแทนมนุษย์มากขึ้น
“ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร” รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ชี้ให้เห็นว่าบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ฯไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นสถานที่ซื้อขายหุ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับ บจ.ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการสร้างแรงจูงใจและองค์ความรู้ในด้านบรรษัทภิบาล สิ่งแวดล้อม และสังคม
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯเผชิญวิกฤตหลายครั้ง โดยเฉพาะวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อดัชนีตลาดหุ้นที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง แต่ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติและภาพลักษณ์ของประเทศในวงกว้าง
“วิกฤตดังกล่าวกลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ตลาดทุนไทยหันมาให้ความสำคัญกับบรรษัทภิบาลและความโปร่งใสมากขึ้น มีการจัดตั้งองค์กรอย่าง IOD การพัฒนาแนวคิด CSR และการจัดทำ ESG Rating เพื่อให้บริษัทสามารถประเมินและพัฒนาตนเอง ยกระดับมาตรฐานการรายงานให้สอดคล้องกับสากล และกำลังก้าวไปสู่การใช้มาตรฐาน IFRS S1 และ S2”
นอกจากนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯยังพัฒนาเครื่องมือและระบบนิเวศด้านความยั่งยืน เช่น การสร้าง Carbon Ecosystem และเครื่องมือ SET Carbon เพื่อช่วยให้ บจ.สามารถคำนวณและบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการส่งเสริม Green Finance และความร่วมมือกับภาคธนาคารในการปล่อยสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมทั้งบริษัทในตลาดหุ้นและนอกตลาดหุ้น
ทั้งนี้ เมื่อมองไปข้างหน้า ประเด็นด้านความยั่งยืนจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ยังครอบคลุมถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นความท้าทายใหม่ของภาคธุรกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสในการสร้างความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก หากบริษัทไทยสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลได้
“ในด้านความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์ฯของไทยถือว่ามีพัฒนาการที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ปัจจุบันมี บจ. ประมาณครึ่งหนึ่งที่เปิดเผยข้อมูลการปล่อยคาร์บอน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยังมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน นโยบายภาครัฐก็เร่งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้เร็วขึ้นเป็นปี 2050 ยิ่งทำให้ บจ.ไทยต้องเร่งปรับตัว”
ขณะที่ “พรรณวดี ลดาวัลย์ ณ อยุธยา” รองผู้จัดการ และหัวหน้าสายงานทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กร อธิบายว่าบทบาทสำคัญของงานด้านนี้ไม่เพียงดูแลบุคลากรภายในองค์กรเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงภารกิจในการให้ความรู้ด้านการเงินและการลงทุนแก่ผู้ลงทุนและประชาชนในวงกว้างอีกด้วย
“เราเริ่มให้ความรู้อย่างจริงจังเมื่อราว 20 ปีก่อน จากการตระหนักว่าคนไทยจำนวนมากยังขาดความเข้าใจด้านการเงินและการลงทุน จึงมีการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และสร้างระบบนิเวศด้านการเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากการให้ความรู้ผู้ลงทุน ก่อนจะขยายไปสู่เรื่องการวางแผนการเงินในภาพรวม และพัฒนาหลักสูตรต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง”
เมื่อมองถึงความท้าทายปัจจุบันและอนาคต “อัสสเดช” กล่าวว่า ณ วันนี้ ความท้าทายมีหลายจุด แต่อาจจะไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์มาก หน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์ฯคือ ดูพัฒนาการของตลาดอื่นด้วยว่าไปถึงไหน แล้วควรจะปรับเปลี่ยนอย่างไรให้แข่งขันได้ หรือให้สอดคล้องกับบริบทตลาดทุนทั่วโลก ทั้งเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัลที่เริ่มเห็นในต่างประเทศ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้น หรือเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) ที่เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับตลาดทุนมากขึ้น ความเสี่ยงด้านการเข้ามาโจมตีเพื่อให้ตลาดทุนทำงานไม่ปกติ หรือมีข้อผิดพลาด ก็มากขึ้น
“การรักษาเสถียรภาพ Seamless Infrastructure จำเป็นต้องคอยศึกษา พัฒนา และป้องกันอยู่ตลอดเวลา”
“อัสสเดช” กล่าวยอมรับว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การเจริญเติบโตของ บจ.ไทยถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน โดยเศรษฐกิจไทยเติบโตน้อยมากแค่ประมาณ 3% เทียบกับเพื่อนบ้านที่โต 5-8% ดังนั้น เวลาคนจะเลือกลงทุน ก็ต้องเลือกว่าที่ไหนมีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงที่สุด ซึ่งจุดนี้ทั้ง ๆ ที่ตลาดหุ้นไทยมีศักยภาพสูงมาก แต่ด้วยหลากหลายเหตุผลที่ทำให้ก้าวต่อไปลำบาก ก็จะเรียกว่า Lost Decade (ทศวรรษที่สูญหาย) ก็ได้
“เรายังโต แต่ไม่ได้มีเหตุผลที่จะก้าวกระโดดเหมือนเพื่อนบ้าน แต่ถ้าดูจากช่วงก่อนที่จะเกิดสงครามตะวันออกกลาง ทริกเกอร์ไหนที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติกลับมาสนใจตลาดหุ้นไทย ทำให้หุ้นวิ่งขึ้น ได้วอลุ่มแสนล้านมา 3 ครั้ง ก็คือ ผลการเลือกตั้ง”
“อัสสเดช” กล่าวทิ้งท้ายว่า “สิ่งที่ผมได้ยินจากนักลงทุนตลอด เวลาไปเมืองนอกที่ได้นั่งคุยกับนักลงทุนว่า นโยบายแต่ละรัฐบาลดีตลอด แต่จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ สอดคล้องกับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่มองว่าอาจจะมีรัฐบาลที่แข็งแกร่งพอ อยู่ได้ยาวพอ ที่จะทำให้นโยบายที่ควรจะเกิด เกิดขึ้นได้ ตรงนี้เป็นความหวังของตลาดทุน”
ทั้งนี้ สามารถติดตามบทสัมภาษณ์พิเศษผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งในรูปบทความและคลิปวิดีโอ ผ่าน “50 IMPACT” ซึ่งเป็นหนึ่งในโปรเจ็กต์ “50 ปี ประชาชาติธุรกิจ” ได้ทุกแพลตฟอร์ม
อ่านข่าวต้นฉบับ: 5 ทศวรรษ ตลาดทุนไทย บทเรียนฝ่าวิกฤตจาก ‘เคาะกระดาน’ สู่ ‘AI’
