ไทยจะเข้าสู่ “เอลนีโญ” ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ส่งผลให้หน่วยงานหลักอย่าง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมชลประทาน มีการวางแผนบริหารจัดการน้ำ เพื่อรับมือภัยแล้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เป้าหมายเพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอกับความต้องการใช้ ทั้งในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการบริโภคทั่วไป ซึ่งต่างก็ให้ความมั่นใจว่ามีการบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า 3 ปี ขณะเดียวกันได้เร่งเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้มากขึ้นเพื่อรองรับน้ำสำหรับใช้ในปีต่อ ๆ ไป
นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะโฆษก สทนช. เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทาง สทนช.มีการหารือกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือปัญหาภัยแล้งในปี 2569 แต่ทั้งนี้ เราได้เตรียมความพร้อมไปถึงปี 2571 โดยในวันที่ 2 เมษายน 2569 สทนช.จะหารือทุกฝ่ายเพื่อปรับแผนรับมือในการบริหารจัดการน้ำ และทำแผนรับมือปัญหาเอลนีโญที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ด้วย
ทั้งนี้ เราได้ประสานกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามสภาพอากาศ และความชื้นอุณหภูมิของน้ำเพื่อที่จะได้วางแผนรับมือและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
“เอลนีโญที่เราได้ติดตาม คาดว่าจะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ต่อเนื่องไป ซึ่งโอกาสที่ฝนจะตกปีนี้มีค่อนข้างน้อย เราจำเป็นที่จะต้องบริหารจัดการปริมาณน้ำในเขื่อนและอ่างสำคัญให้อยู่ในสภาพที่มีน้ำพร้อมใช้สำหรับแล้งปีนี้ ปีหน้า ซึ่งเราคิดว่ามันน่าจะแล้งแล้วอุณหภูมิสูง ซึ่งเมื่อดูตัวเลขน้ำในเขื่อนหลัก ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ จะมีน้ำประมาณเกือบ 70% และเมื่อเข้าเดือนเมษายนนี้ก็จะหมดแล้งแล้ว น้ำน่าจะเหลือประมาณสัก 50% ฉะนั้นเราได้มีการสำรองปริมาณน้ำเอาไว้แล้ว”
แต่ทั้งนี้ การบริหารจัดการน้ำจำเป็นที่จะมีการระบายน้ำส่วนหนึ่งเพื่อผลิตไฟฟ้า เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนด้านพลังงาน โดยเฉพาะ LNG ในการผลิตไฟฟ้า แต่ก็ยังอยู่ในแผนบริหารจัดการอยู่ และปีนี้ที่คาดการณ์ว่าปริมาณฝนจะน้อย จะส่งผลกระทบน้ำลงเขื่อนน้อย แต่เราก็คาดการณ์ในกรณีน้ำน้อยที่สุด เพื่อว่าจะบริหารจัดการการใช้น้ำ รวมไปถึงแนวทางการประหยัดการใช้น้ำ พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตร และการบริโภคทั่วไป เพื่อทำให้ปริมาณน้ำใช้ในปีต่อ ๆ ไปด้วย
นอกจากนี้ เป้าหมายที่ดำเนินการเพื่อให้แล้งในปีนี้ ซึ่งเริ่มวันที่ 1 เมษายน 2569 ถึง 1 เมษายน 2570 ยังมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการใช้ และดูจากสถานการณ์ที่เราดำเนินการ เชื่อว่าปริมาณน้ำยังมีพอใช้ ขณะที่ปี 2570 เราก็มองว่าปริมาณฝนก็น่าจะน้อยลงด้วย ซึ่ง สทนช.เองก็ต้องบริหารจัดการน้ำเพื่อให้เพียงพอข้ามปีไปถึงปี 2571 และเมื่อเข้าฤดูแล้ง เราต้องมั่นใจว่าจะมีปริมาณน้ำให้ประชาชน ภาคเกษตรได้ใช้งาน ซึ่งตอนนี้เราต้องมองการจัดการน้ำ 3 ปีล่วงหน้า
ภาคเกษตรที่ใช้น้ำประมาณ 80-90% ซึ่งภาครัฐเองก็ได้เตรียมแผนการเพื่อรองรับและแก้ไขให้ภาคเกษตรแล้ว ซึ่งวันที่ 2 เมษายน 2569 นี้ ก็จะมีการประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับแผน พร้อมกับทำเกณฑ์ในการบริหารจัดการน้ำเขื่อน เพื่อที่จะรองรับสถานการณ์เอลนีโญ พร้อมทั้งประสานกรมชลประทานในการจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนการใช้น้ำ พร้อมกับสำรองน้ำด้วย อีกทั้งยังได้คาดการณ์ว่าในเดือนพฤษภาคมนี้ ปริมาณน้ำฝนน่าจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 2-3% ไปจนถึงเดือนมิถุนายน แต่เมื่อเข้าเดือนสิงหาคมก็คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำจะเพิ่มขึ้น แต่ยังน้อย
ทั้งนี้ ในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมซึ่งเข้าช่วงฤดูฝน พายุที่คาดการณ์ว่าจะเข้ามา ก็มองว่าไม่น่าจะส่งผลให้ปริมาณฝนเพิ่มไปในต้นน้ำได้ ซึ่งเราก็จำเป็นต้องจัดการน้ำให้ประหยัดและเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำ อย่างไรก็ดี ภาคเกษตรผู้ใช้น้ำ เชื่อมั่นได้ว่าฤดูแล้งปีนี้และปี 2570 มีปริมาณน้ำใช้อย่างแน่นอน ซึ่งเราได้ดำเนินการรองรับไว้ ส่วนในพื้นที่นอกเขตชลประทานอาจจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะปริมาณฝนจะน้อยลง ชาวนาชาวไร่อาจจะต้องดูปริมาณน้ำในการเพาะปลูกด้วยเพราะอาจจะได้รับผลกระทบ ส่วนพื้นที่เขตชลประทานยังมีปริมาณน้ำใช้อย่างแน่นอน
ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน กล่าวว่า แผนการจัดการน้ำภายใต้การดูแลของกรมชลประทานนั้น โดยเฉพาะก่อนเข้าฤดูแล้งจำเป็นจะต้องบริหารจัดการน้ำเพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ โดยปกติฤดูแล้งจะอยู่ในช่วง 1 พฤศจิกายน ถึง 30 เมษายนของทุกปี ซึ่งปีที่ผ่านมาเราได้บริหารจัดการน้ำให้เพียงพอในภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม รวมไปถึงภาคบริโภคด้วย เพื่อไม่ให้เกิดการขาดแคลน และเก็บปริมาณน้ำสำรองเพื่อใช้ในปีถัดไป ขณะที่ในปีนี้มีการคาดการณ์ปัญหาเอลนีโญ คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงกลางปี หรือประมาณเดือนพฤษภาคม 2569 และในปี 2570 จะเกิดภัยแล้ง ดังนั้นการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้ปริมาณน้ำเพียงพอ และต้องสำรองน้ำไว้ในช่วงต้นฤดูฝน สำหรับกรณีที่ฝนตกช้า หรือฝนทิ้งช่วง เพื่อที่จะสามารถจัดสรรน้ำให้เหมาะสม โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น ทุ่งบางระกำ ซึ่งจะเป็นพื้นที่ในการเพาะปลูกพืชเกษตรเป็นที่แรก และค่อยขยายออกไปในพื้นที่ตอนท้ายของจังหวัดชัยนาท
“ปีนี้เราจะมั่นใจว่าจะจัดการปัญหาน้ำผ่านไปได้ แต่เราไม่แน่ใจว่าปริมาณฝนปีนี้จะเป็นอย่างไร ซึ่งจะเริ่ม 1 พฤษภาคม เป็นช่วงต้นฤดูฝน หากเป็นไปตามที่คาดก็เชื่อว่าปริมาณน้ำเพียงพอ แต่หากไม่ใช่ เราก็ยังติดตามเป็นระยะจากกรมอุตุนิยมวิทยาว่าปริมาณน้ำจะเป็นอย่างไร เพื่อการจัดสรรให้มีน้ำเพียงพอ”
อย่างไรก็ดี ในช่วงเดือนเมษายนนี้ หากปริมาณน้ำต้นทุนเริ่มลดลง โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณน้ำไม่พอ เช่น จันทบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ในกลุ่มสวนทุเรียน ซึ่งเราร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าช่วยเหลือ ทั้งนี้ กรมชลประมาณมีเป้าหมายที่จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้ได้ 5 ล้านไร่ในปีนี้ เพื่อจะได้กักเก็บน้ำในช่วงแล้ง พร้อมกันนี้ กรมยังมีแผนในการบริหารจัดการน้ำในแต่ละเขื่อนและลุ่มน้ำสำคัญ ในการระบายน้ำออกมาเพื่อใช้ในแต่ละพื้นที่ “ปริมาณน้ำที่ผ่านมา 4 ปีมีเยอะ จากนี้กระแสว่าจะแล้งรุนแรง ซึ่งเราก็อย่าประมาท อย่าตระหนก”
รายงานข่าวจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติระบุว่า คาดการณ์สถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำในภาพรวมปริมาณ 68% ของความจุเก็บกัก หรือประมาณ 55,032 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำใช้ 55% หรือประมาณ 30,932 ล้าน ลบ.ม.
ส่วนสถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำรายภาค ภาคเหนือ มีปริมาณน้ำ 19,345 ล้าน ลบ.ม. (70%) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปริมาณน้ำ 6,799 ล้าน ลบ.ม. (57%) ภาคกลาง มีปริมาณน้ำ 913 ล้าน ลบ.ม. (46%) ภาคตะวันออก มีปริมาณน้ำ 1,385 ล้าน ลบ.ม. (45%) ภาคตะวันตก มีปริมาณน้ำ 21,052 ล้าน ลบ.ม. (74%) ภาคใต้ มีปริมาณน้ำ 5,538 ล้าน ลบ.ม. (71%)
ขณะที่สถานการณ์น้ำใน 3 เขื่อนหลัก EEC พบว่า บางพระ มีปริมาณน้ำ 69 ล้าน ลบ.ม. (59%) หนองปลาไหล มีปริมาณน้ำ 101 ล้าน ลบ.ม. (62%) ประแสร์ มีปริมาณน้ำ 202 ล้าน ลบ.ม. (69%) ส่วนอ่างเก็บน้ำเฝ้าระวัง โดยแหล่งน้ำขนาดใหญ่ปริมาณน้ำต่ำกว่าระดับควบคุมต่ำสุด จำนวน 2 แห่ง ภาคตะวันออก ขุนด่านปราการชล และคลองสียัด แหล่งน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำเก็บกักน้อยกว่า 30% จำนวน 36 แห่ง
อย่างไรก็ดี ปริมาณน้ำยังเพียงพอการใช้ในปีนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมเตรียมแผนรองรับการใช้น้ำในอนาคตด้วย
อ่านข่าวต้นฉบับ: ‘เอลนีโญ’ ถล่มไทย 1 ก.ค.นี้ กรมชลฯ-สทนช.การันตีปีนี้ไม่ขาดน้ำ