หอการค้าไทย เผยผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจไทย จากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล สร้างผลกระทบต่อภาคพลังงานในระดับรุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ ชี้ดีเซลขึ้น 14 บาท ทุบจีดีพีไทยร่วง 0.56% บริโภคเอกชนหายแสนล้านบาท หวั่นสงครามลากยาวสิ้นปี 2569 ไทยเสี่ยงเศรษฐกิจโตติดลบ
ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่าสำหรับสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง หากจบได้ภายใน 3 เดือน คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 1% ลดลงจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 2% แต่หากสงครามจบใน 6 เดือน เศรษฐกิจไทยจะโตติดลบ 0.3% และกรณีเลวร้าย สงครามลากยาวถึงสิ้นปี เศรษฐกิจไทยอาจจะโตติดลบ 1.6%
ส่วนกรณีที่มีความกังวลว่าเศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะ Stagflation นั้น ยืนยันว่าไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation แต่เป็นภาวะที่มีแรงกดดันเสี่ยงทำให้เกิด Stagflation เนื่องจากเกิด Stagflation จะต้องเข้าเกณฑ์ครบทั้ง 4 ข้อ คือ เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพราว 1-2%, เงินเฟ้อสูงเกินเป้าหมายต่อเนื่อง, อัตราการว่างงานสูง แต่ไทยยังถือว่าต่ำ และเหตุการณ์ข้างต้นจะต้องเกิดพร้อมกันติดต่อกันอย่างน้อย 2-3 ไตรมาส โดยขณะนี้เศรษฐกิจไทยเข้าเกณฑ์เพียเงื่อนไขเดียวเท่านั้น คือ จีดีพีโต 1.5% ซึ่งต่ำกว่าระดับศักยภาพ
นอกจากนี้ ม.หอการค้าไทย ได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล 4 ด้าน ด้านน้ำมัน รัฐบาลควรช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง เช่น การจ่ายเงินอุดหนุนตามเที่ยววิ่งรถจริง, ลดปริมาณลดวิ่งเปล่า ด้วย Matching Platform ผ่านกรมการขนส่งทางบก ด้านไฟฟ้า เร่งฟื้นโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 600 เมกะวัตต์, เลือก scenario 3 ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อสกัด FT ไม่ให้สร้างต้นทุนรอบสอง
ด้านเม็ดพลาสติก จัดหาแนฟทา, โพรเพนจากสหรัฐ แอฟริกาตะวันตก หรืออินโดนีเซีย, จัดหา Priority Use List เช่น ยา น้ำเกลือ ถุงมือแพทย์ อาหารบรรจุภัณฑ์ เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้า และปุ๋ย ล็อกสัญญาล่วงหน้าก่อนที่ตลาดโลกจะแย่งซื้อ, ตรึงราคาไม่เกิน 20% จากก่อนวิกฤต โดยรัฐเข้ามาชดเชยส่วนต่าง, ใส่ปุ๋ยในอัตรา 1/4 ของปกติ เป็นต้น
“โอกาสที่สงครามจะจบภายในไตรมาส 2 ปีนี้ น่าจะมีความเป็นไปได้สูง ดังนั้น การดูแลราคาน้ำมันในช่วงนี้จึงสำคัญมาก เพราะถ้ายิ่งปรับราคาน้ำมันแพงขึ้นเร็ว จะทำให้เศรษฐกิจช็อกง่ายและทรุดตัวเร็ว ซึ่งจะต้องวิเคราะห์สถานการณ์ว่าจะจบเร็วหรือช้า
แต่ถ้าแนวโน้มจะไปที่จบช้า สิ่งที่รัฐบาลจะต้องคิด คือการเก็บกระสุนไว้ในการเยียวยาเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะทุก 1 บาทที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นนั้น มันจะดึงเศรษฐกิจลง…ถ้ายิ่งยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยยิ่งมีโอกาสติดลบ และถ้ายิ่งราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจไทย จะยิ่งมีอุปสรรคมากขึ้น”
นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจไทย จากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลว่า จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการเดินเรือขนส่งสินค้า และพลังงานของโลก ได้สร้างผลกระทบต่อภาคพลังงานในระดับรุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ ใน 3 ช็อกหลัก คือ
1.ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศ พุ่งขึ้น 48% จากลิตรละ 29.94 บาท มาอยู่ที่ 44.24 บาท (ยังไม่รวมการปรับขึ้นราคาล่าสุดของวันที่ 2 เม.ย. 69) ซึ่งการปรับขึ้นราคาน้ำมันทุก 1 บาท จะมีผลกดดัน GDP 0.04% 2.เม็ดพลาสติกประสบภาวะขาดตลาด โดยสต๊อกคาดว่าจะมีถึงสิ้นเดือน เม.ย.นี้เท่านั้น 3.สถานการณ์ปุ๋ยยูเรียตึงตัวทั่วโลก เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นภูมิภาคที่มีการส่งออกปุ๋ย คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 3 ของโลก
ขณะที่ธุรกิจ 10 สาขาแรก ที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล ได้แก่ อันดับ 1 โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม อันดับ 2 การขนส่งทางทะเล อันดับ 3 การขนส่งทางชายฝั่ง และทางน้ำภายในประเทศ อันดับ 4 การขนส่งทางอากาศ อันดับ 5 การขนส่งทางรถไฟ อันดับ 6 การขนส่งทางบก อันดับ 7 การทำเหมืองแร่ดีบุก อันดับ 8 การทำประมงในทะเลและชายฝั่ง อันดับ 9 การขนส่งสินค้าทางบก และอันดับ 10 การผลิตยางสังเคราะห์และปิโตรเคมี
นอกจากนี้ การที่ราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นรวมแล้วถึง 14.30 บาท/ลิตร (ข้อมูลยังไม่รวมการปรับขึ้นราคาเมื่อวันที่ 2 เม.ย.) มีผลทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) พุ่งขึ้น 4.56% หรือราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุก 1 บาท มีผลต่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.32% และกดดันการบริโภคภาคเอกชน ให้ลดลงราว 97,500 ล้านบาท ดังนั้นในภาพรวมจากข้อมูลล่าสุด การปรับขึ้นดีเซลไปแล้วประมาณ 14.30 บาท/ลิตร มีผลทำให้ GDP ปีนี้ หายไปราว 0.56%
นายวิเชียรกล่าวว่า ม.หอการค้าไทย ได้จัดทำการประเมินผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ไว้ 3 ฉากทัศน์ ตามระยะเวลาของความขัดแย้ง ดังนี้
กรณีที่ 1 : ความขัดแย้งระยะปานกลาง ระยะเวลา 3 เดือน (โอกาสเกิด 45%) คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ (เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมัน) จะเพิ่มขึ้น 1.91% กระทบ GDP ให้ลดลง -1.07%
กรณีที่ 2 : ความขัดแย้งยืดเยื้อ ระยะเวลา 6 เดือน (โอกาสเกิด 45%) คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ (เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมัน) จะเพิ่มขึ้น 2.82% กระทบ GDP ให้ลดลง -2.31%
กรณีที่ 3 : ความขัดแย้งไม่มีกำหนดยุติ ระยะเวลาครอบคลุมช่วงที่เหลือของปีนี้ (โอกาสเกิด 10%) คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ (เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมัน) จะเพิ่มขึ้น 3.67% กระทบ GDP ให้ลดลง -3.24%
อ่านข่าวต้นฉบับ: ดีเซลขึ้น 14 บาท ทุบ GDP ไทยร่วง 0.56% ม.หอการค้า ชี้สงครามยืดเยื้อหวั่นติดลบ