เอกนิติ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เล็งขยายเพดานหนี้เงินกู้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% เพิ่มพื้นที่กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เดินสายชี้แจง 3 สถาบันจัดอันดับเครดิต “มูดีส์-ฟิทช์-เอสแอนด์พี” ระหว่างประชุมที่สหรัฐอเมริกา อธิบายแนวคิด “รับมือวิกฤตพลังงาน-เร่งลงทุนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจ” วงในประเมินคลังชงบอร์ดวินัยการเงินการคลังของรัฐขยับเพดานหนี้ พร้อมเร่งทำงบประมาณโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ปีนี้โควตา 2 หมื่นคันมาก่อนได้ก่อน
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะใช้โอกาสในระหว่างการประชุม IMF-World Bank Spring Meetings 2026 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ในการพบปะชี้แจงข้อมูลแก่สถาบันจัดอันดับเครดิต (เครดิตเรตติ้ง) ชั้นนำทั้ง 3 รายคือ มูดีส์, ฟิทช์ เรทติ้งส์ และเอสแอนด์พี เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายการคลัง ในภาวะวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน และจะกระทบต่อฐานะการคลังของประเทศ
การชี้แจงดังกล่าวเป็นไปตามที่นายเอกนิติให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ ว่าไทยพร้อมพิจารณาปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจากระดับ 70% ของ GDP หากมีความจำเป็น โดยปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ 12.5 ล้านล้านบาท หรือราว 66% ของ GDP (ณ สิ้นเดือน ก.พ. 2569) เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานเปลี่ยนผ่านจากพลังงานน้ำมันไปเป็นพลังงานทดแทน และเร่งลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจ อัพสกิลคนทุกกลุ่ม
แนวคิดดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูงว่าจะต้องดำเนินการ แต่จะขยายเป็นเท่าไหร่ยังต้องรอข้อสรุปอีกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้ต้องนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการ เพื่อมีมติอนุมัติให้ขยายเพดานหนี้ดังกล่าว คาดว่าภายในเดือน เม.ย.นี้
แหล่งข่าวกล่าวว่า ปัจจุบันภายใต้เพดานกู้เงินไม่เกิน 70% ของ GDP นั้น เหลือช่องว่างให้กู้ได้อีกแค่ 2-3 แสนล้านบาท โดยหากออกพระราชกำหนดค้ำประกันเงินกู้ให้กับกองทุนน้ำมัน 1.5 แสนล้านบาทไปแล้ว พื้นที่กู้เงินดังกล่าวก็จะยิ่งลดลงไปอีก
ดังนั้นหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางลากยาว และ GDP ขยายตัวต่ำ จะยิ่งกดดันฐานะการคลังมากขึ้นไปอีก ในขณะที่รัฐบาลจำเป็นต้องดูแลเศรษฐกิจไม่ให้แย่ลงมากกว่านี้ด้วย ดังนั้น การปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจะทำให้สามารถกู้เงินได้มากขึ้น
“ตอนนี้มีโอกาสสูงที่จะขยายเพดานจาก 70% เป็น 75% ของ GDP แต่คาดว่าคงไม่ขยายไปถึง 80% เนื่องจากจะยังคง Conservative ไว้ เพื่อให้สถาบันจัดอันดับเครดิตเห็นว่าเรายังคงรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเต็มที่ แต่จำเป็นต้องขยาย เพราะลำพังแค่ดูแลราคาน้ำมัน หนี้สาธารณะก็เกือบเกินเพดานแล้ว ทั้งนี้ การขยายเพดาน 1% ก็จะทำให้มีช่องว่างในการก่อหนี้เพิ่มได้ประมาณ 2 แสนล้านบาท หากเพิ่มอีก 5% ก็จะมีช่องว่างมากกว่า 1 ล้านล้านบาท” แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวกล่าวว่า ช่วงนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปรับแผนบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2569 โดยจะต้องเพิ่มวงเงินกู้ 1.5 แสนล้านบาท ที่จะออก พ.ร.ก.ค้ำประกันเงินกู้ให้กองทุนน้ำมันเข้าไป แม้ว่าช่วงนี้สถานะกองทุนน้ำมันจะดูดีขึ้นบ้างก็ตาม แต่ต้องรองรับสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงต้องเตรียมเผื่อวงเงินสำหรับการดูแลเศรษฐกิจหลังจากนี้ด้วย ทั้งนี้ เรื่องนี้จะต้องเข้า ครม.ใน 1-2 สัปดาห์นี้
“ตามแผนการคลังระยะปานกลางที่ทำไว้ล่าสุด จะต้องมีการทยอยปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้คงไม่สามารถทำได้ ขณะที่การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลปีนี้ก็มีแนวโน้มจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมาย ในขณะที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินมาดูแลเศรษฐกิจ แต่การออกพระราชบัญญัติโอนเงินก็คงยังไม่เพียงพอ คงได้ไม่กี่หมื่นล้านบาท ดังนั้น เมื่อดูแล้วสถานการณ์น้ำมันแพงลากยาวจะกระทบเป็นห่วงโซ่หนักกว่าช่วงโควิด ก็จำเป็นต้องกู้เงิน ซึ่งการกู้เพิ่มก็ต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ”
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนรถมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) หรือรถยนต์ไฮบริดนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือในรายละเอียด และรอความชัดเจนเกี่ยวกับเงินงบประมาณที่จะนำมาใช้ แต่เบื้องต้นระยะแรกจะมีโควตา 10,000-20,000 คัน ซึ่งใครมาก่อนจะได้ก่อน หรือ First-Come,First-Served
สาเหตุที่ต้องจำกัดโควตา ไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณที่มีจำกัด แต่รัฐบาลกำลังทดสอบระบบกำจัดซากรถเก่าที่รับแลกมา ว่าจะจัดการอย่างไร ซึ่งจะเป็นเรื่องการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง (Transformation) ที่ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง
“กำลังดูว่าจะใช้งบประมาณเท่าไร ให้แลกรถใหม่เป็นแบบไหนบ้าง EV, Hybrid, PHEV แล้วรถเก่านั้นเก่าแค่ไหนถึงจะเอามาแลกได้ โดยจะมีโควตาให้แลกจำกัดจำนวนคัน ในระยะเวลาที่กำหนด เบื้องต้นระยะแรกจะมีโควตา 10,000-20,000 คัน ซึ่งใครมาก่อนจะได้ก่อน แต่เป็นนโยบายปลายเปิด ซึ่งจะมีหลายรอบ โดยเริ่มปีนี้”
แหล่งข่าวกล่าวว่า การอุดหนุนงบประมาณสำหรับรถเก่าแลกรถใหม่จะเป็นการลดราคาขายลงทันที เพราะรัฐบาลจะจ่ายเงินอุดหนุนผ่านค่ายรถ ทำให้ราคาถูกลง
แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้รัฐบาลยังมีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) จากธนาคารออมสินวงเงิน 5,000 ล้านบาท ให้กู้ไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อราย สามารถใช้ซื้อรถยนต์ หรือรถมอเตอร์ไซค์ในโครงการได้ โดยยื่นกู้ได้ถึงวันที่ 31 มี.ค. 2570
ทั้งนี้ธนาคารออมสินจะให้สินเชื่อแก่สถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Banks)ในอัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี ภายในระยะเวลาโครงการ และสถาบันการเงินและ Non-Banks คิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 10% ต่อปี (Effective Rate) จากผู้ใช้สินเชื่อในโครงการนี้ ปีที่ 1-5 โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไข เช่น เงินดาวน์ ระยะเวลาการผ่อนชำระ หลักประกัน เป็นต้น
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (INVX) กล่าวว่า การขยายเพดานหนี้สาธารณะถือว่ามีความเหมาะสม เนื่องจากจากการคำนวณของ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์นั้น หากภาครัฐยังอุดหนุนราคาน้ำมันต่อเนื่อง หนี้สาธารณะก็มีแนวโน้มเกิน 70% ของ GDP ในปี 2570 อยู่แล้ว ดังนั้นการเปิดพื้นที่การคลังเพิ่มขึ้น จึงจะช่วยหนุนการลงทุนที่ช่วยเสริมศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจ มากกว่าการใช้จ่ายระยะสั้นเพียงอย่างเดียว
“ถ้าดูจากแผนการคลังระยะปานกลาง หนี้สาธารณะจะขึ้นไป 69% ของ GDP อยู่แล้ว แล้วพอมีเรื่องน้ำมันเข้ามา รวมถึเรื่องสนับสนุนมาตรการคนละครึ่ง ตามที่เราคำนวณระดับหนี้สาธารณะจะเกิน 70% เล็กน้อยในปี 2570 ดังนั้นคงเป็นตามที่ รมว.คลังบอก คงต้องขยาย เมื่อขยายแล้วจะมีพื้นที่เพิ่มให้ทำโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานทดแทน ลดการพึ่งพิงน้ำมันลงในระยะยาว ซึ่งเป็นภาพที่ดีในระยะยาว แต่จะเป็นความเสี่ยงเรื่องเครดิตเรตติ้ง เรามองว่าอาจต้องเห็นการพูดเรื่องการขึ้น VAT ไปพร้อมกัน”
ทั้งนี้ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ชี้ว่า ปัจจัยที่ต้องติดตามต่อคือการหารือของ ดร.เอกนิติกับบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อแนวทางการคลังของไทยได้มากน้อยเพียงใด หลัง Fitch และ Moodys ปรับ Outlook ไทยเป็น Negative ไปแล้วในปีก่อน รวมถึงจับตาการขึ้นภาษี โดยเฉพาะ VAT ที่ไทยเก็บในอัตราที่ต่ำกว่ามาตรฐานโลกพอสมควร ว่าจะมีการปรับอย่างไร
“การอธิบายกับเครดิตเรตติ้งคงต้องพูดไปพร้อมกัน 3 เรื่องคือ การเพิ่มเพดานหนี้ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการจะขึ้น VAT ก็คงต้องพูดชัดเจนขึ้น แม้ว่าตอนนี้อาจจะยังขึ้นไม่ได้ แต่ถ้าพูดแค่เพิ่มเพดานหนี้กับจะเอาเงินไปทำอะไร ก็อาจจะไม่พอ”
ดร.ปิยศักดิ์กล่าวด้วยว่า หลังจากนี้รัฐบาลคงต้องปรับแผนการคลังต่าง ๆ ให้เป็นไปตามที่ชี้แจงกับเครดิตเรตติ้ง เพราะนักลงทุนก็จะรอดู หากทำไม่ดีถูกปรับลดเครดิตเรตติ้งขึ้นมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) จะขยับขึ้นได้ ซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนทางการเงินของภาครัฐและเอกชน หรือแม้กระทั่งไม่ได้ถูกปรับลดอันดับเครดิต แต่นักลงทุนรู้สึกกังวลความไม่ชัดเจนบอนด์ยีลด์ก็มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน
“ช่วงนี้เซอร์ไพรส์นิดนึง บอนด์ยีลด์ปรับลงมา ตัวยาว 10 ปี ปรับลงจาก 2% ลงมาที่ 1.99% ซึ่งคาดว่ามาจากภาพเงินเฟ้อที่อาจจะไม่ได้ปรับขึ้นมาก แล้วธนาคารแห่งประเทศไทยก็พูดชัดว่า ถ้าความขัดแย้งสงครามไม่ส่งผลกระทบลากยาว ก็จะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย เหล่านี้ก็มีส่วน” ดร.ปิยศักดิ์กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับ: จ่อขยายเพดานหนี้แตะ 75% แจงเครดิตเอเจนซี่แก้วิกฤต