ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่อเค้าว่าจะยืดเยื้อยาวนานมากกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์กัน การเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งสหรัฐกับ อิหร่านยังไม่มีความลงตัว แน่นอนว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน รวมถึงจะฟาดชิ่งเศรษฐกิจไทยแบบเต็ม ๆ ล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะโตต่ำสุดในอาเซียน ขณะเดียวกันภาคธุรกิจจะเผชิญผลกระทบมากน้อยแตกต่างกันไป อย่างอุตสาหกรรมการบิน แน่นอนว่าเจอผลกระทบเต็ม ๆ จากสถานการณ์ราคาน้ำมัน
โดย “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ระบุว่า เหตุการณ์ในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินโลกอย่างมาก โดยในช่วงเดือน มี.ค.-มิ.ย. 2569 แผนการบินของสายการบินระหว่างประเทศทั่วโลกถูกปรับลดลงแล้วมากกว่า 1.5 แสนเที่ยวบิน เมื่อเทียบกับแผนการบินของสายการบินในช่วงก่อนเกิดสงคราม
ทั้งนี้ มองไปข้างหน้าอุตสาหกรรมการบินของโลกยังเผชิญกับความท้าทายต่อเนื่อง จากต้นทุนทางธุรกิจที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นรอบด้าน โดยเฉพาะต้นทุนเชื้อเพลิง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 1 ใน 3 ของต้นทุนสายการบิน ในช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 ราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่งสูงขึ้นกว่า 129% เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นปี 2568 โดยราคาแตะระดับ 209 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปัจจัยดังกล่าวผลักดันให้ดัชนีราคาตั๋วเครื่องบินปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 58% จากเส้นทางยุโรปมาไทยในเดือนเมษายน 2569 ซึ่งส่งผลกระทบความต้องการเดินทางท่องเที่ยว
นอกจากนี้หากวิกฤตฮอร์มุซยังไม่คลี่คลาย ความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำมันเครื่องบินในบางประเทศสูงขึ้น อาจกระทบปริมาณเที่ยวบินทั่วโลกลดลงเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อธุรกิจการบิน
ล่าสุดมีรายงานว่า บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ได้มีแผนปรับลดความถี่การให้บริการในหลายเส้นทางบินในเครือข่ายเส้นทางบินของการบินไทย ในเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ ทั้งเส้นทางภายในประเทศ ในภูมิภาคอาเซียน เอเชีย และยุโรป โดยเป็นผลจากปัจจัยด้านต้นทุนน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับความต้องการการเดินทางของผู้โดยสารที่ชะลอตัวในช่วงนอกฤดูการท่องเที่ยว (ข้อมูล ณ วันที่ 16 เมษายน 2569)
“นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย)” ชี้ว่า ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งแรงกดดันดังกล่าวกระทบโดยตรงต่อกลุ่มสายการบิน ซึ่งมีต้นทุนน้ำมันเป็นสัดส่วนหลักของการดำเนินธุรกิจ
ทั้งนี้ หากพิจารณาความอ่อนไหว (Sensitivity) ต่อราคาน้ำมัน พบว่า บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากมีสัดส่วนต้นทุนน้ำมันค่อนข้างสูง และดำเนินธุรกิจในรูปแบบสายการบินต้นทุนต่ำ (Low-cost airline) ขณะที่ บมจ.การบินไทย (THAI) ซึ่งเป็นสายการบินแบบฟูลเซอร์วิส จะได้รับผลกระทบรองลงมา ตามปริมาณการใช้น้ำมัน
ส่วน บมจ.บางกอกแอร์เวย์ส (BA) ถือว่าได้รับผลกระทบน้อยที่สุด เนื่องจากมีรายได้จากธุรกิจอื่นเข้ามาช่วยพยุงสัดส่วนรายได้รวม
“หลัก ๆ เลยที่กระทบก็จะเป็นเรื่องของน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของกลุ่มสายการบิน ถ้าเรียงตาม Sensitivity ต่อราคาน้ำมัน AAV จะได้รับผลกระทบมากที่สุด รองลงมาคือ THAI และน้อยที่สุดคือ BA”
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/2569 แม้ยังไม่มีตัวเลขเบื้องต้นที่ชัดเจน แต่ภาพรวมคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QOQ) เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) คาดว่า BA จะเป็นสายการบินเพียงรายเดียวที่มีโอกาสเติบโต
โดยปัจจัยสนับสนุนของ BA มาจากการบริหารจัดการต้นทุน โดยเฉพาะการลดขนาดฝูงบิน จากเดิมที่มีการเช่าเครื่องบินเพิ่ม แต่ในปีนี้ไม่มีการเพิ่ม และยังมีการคืนเครื่องบินเช่า 1 ลำ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายลดลง ประกอบกับเส้นทางหลักอย่างสมุยยังคงมีอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง
“ไตรมาส 1 เป็นไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวอยู่แล้ว ทำให้ภาพรวมทั้งกลุ่มน่าจะดีขึ้น QOQ แต่ในมุม YOY เราคิดว่า BA น่าจะเป็นผู้ประกอบการรายเดียวที่ยังเติบโตได้”
สำหรับราคาตั๋วโดยสารที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น “นักวิเคราะห์ บล.หยวนต้า” มองว่าเป็นผลจากต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมัน ส่งผลให้สายการบินทยอยปรับราคาตั๋วเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แม้จะสามารถผลักภาระบางส่วนไปยังผู้โดยสารผ่านค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง (Fuel surcharge) ได้ แต่ไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนทั้งหมดได้ จึงยังคงต้องแบกรับภาระบางส่วนไว้เอง
ทั้งนี้ การปรับขึ้นราคาตั๋วเป็นภาพรวมของทั้งอุตสาหกรรม แต่ระดับการปรับขึ้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละสายการบิน ขึ้นอยู่กับโครงสร้างต้นทุนและกลยุทธ์การบริหารราคาของแต่ละราย
นอกจากนี้การบริหารความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญ โดยพบว่า BA และ THAI มีการทำประกันความเสี่ยงน้ำมัน (Hedging) ในสัดส่วนประมาณ 30-50% ของปริมาณการใช้น้ำมันทั้งปี ขณะที่ AAV มีการทำเฮดจิ้งเช่นกัน แต่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ ส่งผลให้มีความเปราะบางต่อความผันผวนของราคาน้ำมันมากกว่า
สำหรับแนวโน้มในระยะข้างหน้า “นักวิเคราะห์ บล.หยวนต้า” ชี้ว่า หากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังคงยืดเยื้อ และราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูง คาดว่าจะเริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนมากขึ้นในไตรมาส 2/2569 ทั้งในด้านอุปสงค์การท่องเที่ยวที่อาจชะลอตัว และต้นทุนที่ยังอยู่ในระดับสูง
“ไตรมาส 1 อาจจะยังไม่เห็นผลกระทบชัดเจน เพราะเกิดขึ้นเพียง 1 เดือน แต่ไตรมาส 2 จะเห็นภาพชัดขึ้น หากสถานการณ์ยืดเยื้อ น้ำมันยังสูง อาจกระทบทั้งรายได้และต้นทุน บางสายการบินอาจถึงขั้นขาดทุนได้” นักวิเคราะห์ บล.หยวนต้ากล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับ: หุ้นการบินอ่วมต้นทุนพุ่ง สงครามยืดเยื้อ ‘AAV-THAI’ กระทบหนัก