คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
ซีเอ็นบีซีรายงานว่า การที่สหรัฐอเมริกา “ปิดล้อม” ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเริ่มไปแล้วเมื่อวันที่ 13 เมษายน เพื่อกดดันอิหร่าน ซึ่งจะปิดกั้นไม่ให้น้ำมันอิหร่านออกสู่ตลาดนั้นจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจ “อินเดีย” อย่างหนัก เพราะอินเดียเพิ่งจะนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านได้เป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี ประกอบกับคำอนุญาตจากสหรัฐให้อินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซียได้หมดอายุไปแล้วในวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ภายหลังจากเกิดวิกฤตน้ำมันเพราะอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐได้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านชั่วคราวเพื่อบรรเทาการขาดแคลน โดยคาดว่าจะครบกำหนดหรือหมดอายุวันที่ 19 เมษายน นอกเหนือจากที่ยกเลิกแซงก์ชั่นรัสเซียชั่วคราวไปแล้วก่อนหน้านี้
มูเคช ซาห์เดฟ นักวิเคราะห์ด้านน้ำมันจากบริษัท XAnalysts ระบุว่าอินเดียประสบปัญหาเรื่องปริมาณน้ำมันมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะว่าสูญเสียการจัดหาน้ำมันจากทั้งอิหร่านและรัสเซีย จากปกติที่จำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันดิบประมาณวันละ 5.5 ล้านบาร์เรล ถือเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่อันดับ 3 ของโลก แต่ตอนนี้น้ำมันที่เคยขนผ่านช่องแคบฮอร์มุซหายไปแล้ววันละ 3 ล้านบาร์เรล ทำให้อินเดียต้องเร่งจัดหาจากแหล่งอื่น ซึ่งอินเดียอยู่ในฐานะ “เปราะบาง” กว่าเมื่อเทียบกับจีน เพราะจีนมีน้ำมันสำรองประมาณ 300 วัน ส่วนอินเดียมีประมาณ 30 วัน
แรงบีบคั้นในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นความท้าทายที่มากขึ้นของอินเดียในการรับมือสถานการณ์ที่ต้อง “สร้างสมดุล” ระหว่างเศรษฐกิจและพลังงานของประเทศ กับความคาดหวังเชิงกลยุทธ์ของสหรัฐอเมริกา ก่อนหน้านี้อินเดียประสบความสำเร็จในการรักษาอิสระด้านความมั่นคงทางพลังงาน แต่การกระทำของสหรัฐในปัจจุบันสร้างข้อจำกัดในการจัดหาพลังงาน โดยปีที่แล้วสหรัฐสั่งเก็บภาษีศุลกากรสินค้าจากอินเดียเพิ่มเติมอีก 25% โดยกล่าวหาว่าแอบซื้อน้ำมันจากรัสเซียทางอ้อมในราคาถูก ทำให้ในเวลาต่อมาอินเดียลดการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย และเพิ่มการนำเข้าจากตะวันออกกลาง เพื่อแลกกับข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ
แต่เมื่อสหรัฐและอิสราเอลทำสงครามกับอิหร่าน ซึ่งทำให้การผลิตและขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลางชะงัก และราคาสูงขึ้น กดดันให้อินเดียต้องหันกลับไปหาน้ำมันจากรัสเซียเช่นเดิม โดยที่สหรัฐอนุญาตให้ซื้อจากรัสเซียได้ชั่วคราวเป็นเวลา 30 วัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของอินเดีย ซึ่งการอนุญาตก็หมดอายุไปแล้ว
ซามีร์ คาปาเดีย กรรมการผู้จัดการใหญ่ Vogel Group กล่าวว่า รู้สึกเห็นใจรัฐบาลอินเดีย เพราะบรรดาผู้วางนโยบายของอินเดียมักจะถูกสหรัฐบอกอยู่บ่อย ๆ ว่าสามารถซื้อน้ำมันจากอิหร่านหรือรัสเซียได้หรือไม่ได้ เมื่อไหร่ ตอนนี้อินเดียเหมือน “นั่งกระดานหก” พยายามจะรักษาสมดุลความคาดหวังจากสหรัฐ และไม่ง่ายที่จะหาทางออก
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าคำอนุญาตของสหรัฐที่ให้อินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซียที่หมดอายุลงไปแล้ว จะเกิดช่องว่างทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ดังนั้น เป็นไปได้ที่สหรัฐจำต้องยอม “ขยายเวลา” ออกไปเพื่อลดความร้อนแรงของราคา ขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติของอินเดียพยายามจะบอกปัดว่าเรื่องนี้เป็นความเสี่ยงใกล้ตัว โดยยืนยันว่าโรงกลั่นทุกแห่งเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต และมีน้ำมันดิบสำรองเพียงพอ
Investing.com เว็บไซต์ข้อมูลข่าวสารทางการเงินที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกรายงานว่า สงครามอิหร่านกระตุ้นให้นักลงทุนต่างประเทศ “เทขาย” หุ้นอินเดียในอัตราที่รวดเร็วเป็นประวัติการณ์ โดยในช่วงเวลาเพียง 3 เดือนเศษ นักลงทุนต่างประเทศประเภทสถาบัน (FII) เทขายหุ้นไปแล้ว 1.884 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นจำนวนเท่ากับการซื้อทั้งปีของปี 2025 เพราะวิกฤตพลังงานที่ยืดเยื้อสร้าง “ความเสี่ยง” ให้กับอินเดีย ซึ่งมีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในโลก
นักวิเคราะห์ระบุว่า นักลงทุนโยกย้ายเงินลงทุนไปยังประเทศที่มีเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับปัญญาประดิษฐ์ อย่างเกาหลีใต้และไต้หวัน แทนการลงทุนในอินเดียซึ่งอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันสูงและค่าเงินรูปีมีความผันผวน ซึ่งการลงทุนเกี่ยวกับเอไอเป็นแนวโน้มที่นักลงทุนทั่วโลกนิยมมากขึ้นอยู่แล้ว เมื่อปัญหาความขัดแย้งตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อ นักลงทุนจึงให้ความสำคัญอันดับแรกกับการลงทุนในตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยความต้องการด้านเซมิคอนดักเตอร์อย่างเกาหลีใต้และไต้หวัน ในขณะที่ตัวกระตุ้นด้านนี้แทบไม่มีอยู่ในตลาดหุ้นอินเดีย
อย่างไรก็ตาม อินเดียยังมีค้าปลีกและนักลงทุนประเภทสถาบันภายในประเทศเป็นเสาหลักสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยกองทุนรวมภายในประเทศได้อัดฉีดการลงทุนเข้าไปในตลาดหุ้นแล้ว 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีนี้ แต่สุดท้ายก็ไม่เพียงพอที่จะปกป้องไม่ให้ดัชนี Nifty 50 ดิ่งลง 8% ซึ่งในมุมของนักวิเคราะห์จากแบงก์ออฟอเมริกาชี้ว่า ถึงแม้ตลาดหุ้นอินเดียจะปรับฐานลงมาแล้ว แต่ก็ยังถือว่าแพงเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาดเกิดใหม่ด้วยกัน
นอกจากนี้ค่าเงินรูปีก็อ่อนค่าลงมากเป็นประวัติการณ์ ซึ่งบังคับให้ธนาคารกลางอินเดียเข้าแทรกแซง ดังนั้น หากอินเดียไม่มีตัวกระตุ้นที่ชัดเจนเพียงพอที่จะดึงนักลงทุนต่างชาติกลับมา ก็คาดว่าอินเดียจะยังคงตามหลังคู่แข่งในภูมิภาค
ก่อนหน้านี้ในช่วงสิ้นเดือนมีนาคมรอยเตอร์รายงานว่า หลังจากสงครามอิหร่านใกล้ครบ 1 เดือน นักลงทุนต่างประเทศได้เทขายหุ้นและพันธบัตรอินเดียด้วยความเร็วสูงเป็นประวัติการณ์ โดยขายหุ้น 1.214 หมื่นล้านดอลลาร์ และขายพันธบัตร 1.61 พันล้านดอลลาร์ นับเป็นการไหลออกของเงินทุนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์เมื่อคิดเป็นรายเดือน เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าสงครามอิหร่านจะทำให้เงินเฟ้ออินเดียสูงขึ้นและเงินรูปีอ่อนค่า
สงครามอิหร่านที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง เพิ่มความเสี่ยงระดับมหภาคให้กับอินเดียซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบมากถึง 90% ทำให้นักเศรษฐศาสตร์หลายคนได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ ปรับลดอัตราการเติบโตของอินเดีย และเชื่อว่าเงินรูปีจะอ่อนค่ามากขึ้น
ตลาดหุ้นอินเดียเคยเป็นดาวเด่นหลายปีติดต่อกัน ด้วยเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งภายหลังจากรัฐบาลได้ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม นับจากปี 2025 เมื่อรัฐบาลสหรัฐภายใต้โดนัลด์ ทรัมป์ เก็บภาษีศุลกากรจากอินเดียในอัตราสูง ได้สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนจนเริ่มทยอยลดการลงทุน และเมื่อเกิดสงครามอิหร่านในต้นปีนี้ยิ่งกระตุ้นให้นักลงทุนเทขายหุ้นอินเดียมากและเร็วขึ้น
อ่านข่าวต้นฉบับ: พิษสหรัฐ ‘ปิดล้อม’ ฮอร์มุซ เศรษฐกิจ ‘อินเดีย’ เจ็บหนักสุด