สมาคมผู้ผลิตปุ๋ยไทยเร่งประเมินดีลยูเรียรัสเซีย หลังเปิดทางเอกชนเจรจา แม้เป็นทางเลือกลดพึ่งตะวันออกกลาง แต่ติดต้นทุนรวมใกล้ตลาดโลก ขนส่งนาน 40–60 วัน เสี่ยงส่งไม่ทันฤดูกาล ขณะซัพพลายตึง ราคามีโอกาสพุ่งแตะ 1,000 เหรียญสหรัฐตัน ต้องชั่งน้ำหนักความคุ้มค่าอย่างรอบคอบ คาดนำร่องก่อน 25,000 ตัน
นางสาววรัญญา บุญวิวัฒน์ นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมสมาคมได้หารือถึงแนวทางการนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากรัสเซีย ตามที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางไปเจรจากรอบความร่วมมือกับทางการรัสเซีย ซึ่งฝ่ายรัสเซียตอบรับในหลักการ และเปิดทางให้ภาคเอกชนของทั้งสองประเทศเจรจารายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องชนิดสินค้าและราคา ขณะนี้สมาคมอยู่ระหว่างรวบรวมความต้องการใช้ปุ๋ยของสมาชิกในแต่ละราย เพื่อประเมินปริมาณความต้องการที่แท้จริง โดยคาดว่า จะได้ข้อสรุปภายในช่วงกลางสัปดาห์นี้
ทั้งนี้ การมีแหล่งนำเข้าจากรัสเซียถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาแหล่งผลิตหลัก และส่งผลเชิงจิตวิทยาต่อตลาด ทำให้ผู้ค้าบางส่วนที่ชะลอการระบายสินค้า อาจเร่งนำสินค้าออกสู่ตลาดมากขึ้น ซึ่งจะช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านราคาปุ๋ยในประเทศ และเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกร
อย่างไรก็ตามการนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซียยังมีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา ได้แก่ ระดับราคา รูปแบบและสเปกสินค้า โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียแบบเม็ด (granular) ซึ่งเหมาะสมต่อการใช้งานในภาคเกษตรของไทย ขณะที่ปุ๋ยยูเรียแบบเม็ดเล็ก (prill) อาจไม่เหมาะในการเพาะปลูกในประเทศ เนื่องจากมีการฟุ้งกระจายขณะใช้งานด้วยวิธีหว่าน นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาระยะเวลาการขนส่ง เงื่อนไขการชำระเงิน รวมถึงปริมาณขั้นต่ำในการสั่งซื้อ ซึ่งต้องสอดคล้องกับศักยภาพของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายกลางและรายเล็ก
สำหรับราคาปุ๋ยในตลาดโลกขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 900–950 เหรียญสหรัฐต่อตัน หากเหตุสู้รบในตะวันออกกลางยืดเยื้ออาจพุ่งถึงระดับ 1,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะที่ข้อเสนอจากรัสเซียอยู่ที่ประมาณ 800–850 เหรียญสหรัฐต่อตัน แม้จะต่ำกว่าแต่เมื่อรวมค่าขนส่งอีกประมาณ 80–90 เหรียญสหรัฐต่อตันแล้วทำให้ต้นทุนรวมใกล้เคียงราคาตลาดโลก จึงยังต้องพิจารณาความคุ้มค่าอย่างรอบคอบ
ส่วนสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่ง โดยปัจจุบันมีปุ๋ยที่ผู้ประกอบการไทยสั่งซื้อจากตะวันออกกลางติดค้างอยู่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซประมาณ 5 ลำ ปริมาณรวม 250,000 ตัน
อย่างไรก็ดี การนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซียนั้น สมาคมมีแนวทางเริ่มนำเข้าในลักษณะนำร่อง โดยอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ผลิตจากรัสเซีย เพื่อลดขนาดล็อตแรกลงมาอยู่ที่ประมาณ 25,000 ตัน และขอให้สามารถส่งมอบได้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ในช่วงต้นฤดูกาลผลิต ในด้านโลจิสติกส์ปุ๋ยจากรัสเซียใช้เวลาขนส่งประมาณ 40–60 วัน ซึ่งยาวนานกว่าการนำเข้าจากตะวันออกกลางที่ใช้เวลาเพียง 6–10 วัน ทำให้มีความเสี่ยงด้านระยะเวลาการจัดส่ง ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงด้านคุณภาพสินค้า เนื่องจากความชื้นระหว่างการขนส่งอาจทำให้ปุ๋ยจับตัวเป็นก้อน
ขณะที่ผู้ผลิตจากรัสเซียแจ้งความพร้อมส่งมอบสินค้าในล็อตแรกช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงใกล้สิ้นสุดฤดูกาลผลิต ส่งผลให้ความต้องการใช้ปุ๋ยยูเรียของเกษตรกรเริ่มลดลง
สำหรับประเทศไทยมีความต้องการใช้ปุ๋ยประมาณ 6 ล้านตันต่อปี ขณะที่สต็อกในประเทศมีเพียงพอใช้ถึงต้นเดือนพฤษภาคม โดยผู้ประกอบการพยายามนำเข้าจากแหล่งอื่นทดแทนตะวันออกกลาง ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน อย่างไรก็ตามการจัดหาสินค้าในตลาดโลกทำได้ยากขึ้น เนื่องจากจีนจำกัดการส่งออก ขณะที่อินเดียและออสเตรเลียเร่งนำเข้าโดยประกาศพร้อมสู้ราคาเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ดังนั้นสถานการณ์ปุ๋ยไทยจึงมีความเสี่ยงที่จะตึงตัว
ผู้ประกอบการพร้อมพิจารณานำเข้าปุ๋ยยูเรียจากรัสเซีย หากเงื่อนไขด้านราคาและการส่งมอบมีความเหมาะสม เพื่อให้การบริหารจัดการปุ๋ยในประเทศมีเสถียรภาพ และลดความเสี่ยงด้านต้นทุนของเกษตรกรในระยะต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับ: ผู้ผลิตปุ๋ยเร่งสำรวจความต้องการนำเข้ารัสเซีย พร้อมนำร่องก่อน 25,000 ตัน