สมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมัน เตรียมนัดยื่นหนังสือถึง “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” 22 เมษายนนี้ เรียกร้องทบทวนมาตรการคุมส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ หลังระบุราคาปาล์มทะลายหน้าลานดิ่งจาก 8.90 บาท เหลือ 7 บาทต่อกิโลกรัม สร้างความเสียหายเกษตรกรวันละ 120 ล้านบาท พร้อมกดดันรัฐเร่งใช้ B10 เป็นดีเซลพื้นฐาน ฟื้นสมดุลตลาดและหยุดบิดเบือนโครงสร้างราคาปาล์มทั้งระบบ
นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย และกรรมการในคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม เปิดเผยว่า กลุ่มเกษตรกรได้นัดหมายรวมตัวเดินทางเข้าพบนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่กระทรวงพาณิชย์ ในวันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 10.00-11.00 น.นี้ เพื่อยื่นหนังสือเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร
สำหรับรายละเอียดจองหนังสือระบุ แถลงการณ์เครือข่ายชาวสวนปาล์มน้ำมันและลานเทภาคใต้ ฉบับที่ 1/2569
เรื่อง หยุดนโยบาย “ทุบราคา” ทำลายเกษตรกร และคืนความเป็นธรรมผ่านโครงสร้างตลาดที่สมบูรณ์และโครงสร้างราคาที่เป็นธรรมต่อทุกภาคส่วนตามที่รัฐบาลโดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้ประกาศมาตรการควบคุมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดยอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานและค่าครองชีพนั้น
จากการติดตามสถานการณ์ตลอด 4 วันที่ผ่านมา เครือข่ายชาวสวนปาล์มและผู้ประกอบการลานเท พบความผิดปกติและผลกระทบที่รุนแรงเกินกว่าจะยอมรับได้ ดังนี้
1.นโยบายที่สร้างความเสียหายรายวัน ทันทีที่มีการประกาศ “คุมส่งออก” ราคาปาล์มทะลายหน้าลานได้ดิ่งลงทันทีจาก 8.90 บาท เหลือเพียง 7.00 บาท (ลดลงกิโลกรัมละ 1.90 บาท) คิดเป็นมูลค่าความเสียหายที่หายไปจากกระเป๋าเกษตรกรสูงถึง 120 ล้านบาทต่อวัน หรือเกือบ 500 ล้านบาท ในเวลาเพียง 4 วัน สวนทางกับคำชี้แจงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในสภาอย่างสิ้นเชิง
2.ทฤษฎีสมคบคิดกดราคาต้นน้ำ มาตรการที่บังคับให้ผู้ส่งออกต้องรอใบอนุญาตรายฉบับจากเลขาฯ กกร. คืออุปสรรคทางการค้าที่จงใจสร้างขึ้นเพื่อให้เกิดสภาวะ “น้ำมันปาล์มล้นสต๊อก” ในประเทศ เพื่อบีบให้ราคาวัตถุดิบตกลงเพียงเพื่อจะตรึงราคาน้ำมันพืชบรรจุขวดไม่ให้เกิน 50 บาท โดยให้เกษตรกรและลานเทเป็นผู้แบกรับต้นทุนความล้มเหลวนี้ฝ่ายเดียว
3.ความย้อนแย้งด้านนโยบายพลังงาน รัฐบาลอ้างว่ากักสต๊อกไว้เพื่อไบโอดีเซล แต่กลับนิ่งเฉยไม่ประกาศใช้ B10 เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐาน ทั้งที่ปัจจุบันราคาไบโอดีเซลไทย “ถูกกว่า” ดีเซลปิโตรเลียมแล้ว และสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศมีความพร้อมทันที การประวิงเวลาคือการจงใจปล่อยให้ราคาปาล์มทะลายตกต่ำอย่างรุนแรง
4.การจงใจบิดเบื่อนกลไกตลาดขัดต่อกฎหมาย การใช้อำนาจ กกร. ออกประกาศควบคุมการส่งออกโดยไม่มีแผนรองรับที่มีประสิทธิภาพ จนทำให้ราคาปาล์มทะลายดิ่งลงต่ำกว่า ต้นทุนอย่างผิดปกติภายในเวลาไม่กี่วัน เข้าข่ายการดำเนินการที่ “จงใจทำให้ราคาต่ำเกินสมควรหรือทำให้เกิดความปั่นป่วนซึ่งราคา” ตามมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งเครือข่าย ๆ กำลังรวบรวมหลักฐานความเสียหายทางเศรษฐกิจรายวันเพื่อรายงานต่อรัฐบาลให้ทราบและรับผิดชอบต่อไป
5.หยุดนโยบายฝืนกลไกตลาดที่ทำลายภาคการผลิต เครือข่ายขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนปรัชญาการทำงาน โดยหันมาใช้การ “ควบคุมราคาแบบลอยตัวสมบูรณ์แบบ” ที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ปัจจัยการผลิตของเกษตรกร ต้นทุนพลังงานของโรงงาน ไปจนถึงค่าขนส่ง รัฐบาลต้องหยุดใช้มาตรการ “แช่แข็งราคาปลายทาง” โดยการ “ทุบราคาต้นน้ำ” เพราะการฝืนสภาวะเศรษฐกิจจริงจะนำไปสู่การหยุดผลิต สินค้าจะขาดตลาด และทำลายโครงสร้างการผลิตของประเทศในระยะยาว
รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจากการ “ผู้สั่งการ” มาเป็น “ผู้กำกับดูแล” ให้เกิดการถ่ายทอดราคาอย่างเป็นธรรม (Price Transmission) เพื่อให้เกษตรและผู้ประกอบการสามารถดำเนินการต่อได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่การผลักภาระให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง รับผิดชอบความล้มเหลวทางการเมือง
เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายและป้องกันการยกระดับการชุมนุม เครือข่ายขอเรียกรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการ 4 ข้อ ดังนี้
1.ผ่อนคลายมาตรการส่งออกทันที เพื่อคืนสมดุลให้โครงสร้างการค้าสากลและรักษาความเชื่อมั่นคู่ค้าก่อนที่ตลาดส่งออกของไทยจะสูญเสียตลาด ในปริมาณการค้า 50,000 ล้านบาทต่อปี
2.ประกาศใช้ B10 เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐานทันที เพื่อใช้อำนาจซื้อจาภาคพลังงานดูดซับส่วนเกินผลผลิตปาล์มที่มีออกมาวันละ 60,000 ตัน เป็นการแก้ปัญหาด้วยกลไกรการใช้มาตรการบังคับ และเป็นการสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงการใช้พลังงานไบโอดีเซลอย่างทั่วถึงในปริมาณที่พอเพียงกว่าการจำหน่าย B 20 ที่มีอยู่บางพื้นที่เท่านั้น และเพิ่มการใช้ B 20 เพิ่มตามปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์มที่สมดุล
3.ปฏิรูปสู่ “โครงสร้างราคาปาล์มคุณภาพสัมพันธ์” เลิกใช้นโยบายสั่งการรายวัน แต่ให้ใช้โมเดลราคาที่สภาเกษตรกรแห่งชาตินำเสนอ เพื่อให้ราคาวัตถุดิบขยับตามผลิตภัณฑ์อย่างเป็นธรรมและยั่งยืนตามมาตรฐานปาล์มทะลายของไทย และการค้าในตลาดสากล
4.พัฒนาการผลิตไบโอดีเซลจากเอทานอลแอลกอฮอล์ ที่ผลิตได้เองในประเทศ ซึ่งขณะนี้มีปริมาณมากพอ ลดต้นทุน และทดแทนการนำเข้าเมทานอลแอลกอฮอล์ราคาสูงจากต่างประเทศ เป็นมาตรฐานใหม่และมิติใหม่ของการผลิตโบโอดีเซล
“รัฐบาลต้องเปลี่ยนผ่านจากรัฐสั่งการ เป็น ‘รัฐสวัดิการที่ชาญฉลาด’ หากรัฐกังวลเรื่องผลกระทบต่อค่าครองชีพ เครือข่ายขอเสนอให้รัฐบาลยุติการทุบราคาปาล์มทั้งระบบ แต่ให้ใช้มาตรการ ‘ช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย’ (Targeted Subsidy) ผ่านระบบสวัสดิการรัฐ มุ่งเป้าไปยังกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อยโดยตรง เพื่อให้คนกลุ่มนี้เข้าถึงสินค้าจำเป็นได้ในราคาพิเศษ โดยไม่ไปบิดเบือนกลไกราคาและทำลายรายได้ของครัวเรือนทั่วประเทศ”
เครือข่ายขอให้รัฐบาลมีคำตอบที่ขัดเจนกายในสัปดาห์นี้ หากยังคงใช้ความเงียบและความคลุมเครือเป็นคำตอบ แกนนำจังหวัดภาคใต้และจังหวัดใกล้เคียงพร้อมเคลื่อนพลเข้าสู่กระทรวงพาณิชย์เพื่อทวงคืนความยุติธรรมหลังสิ้นสุดเทศกาลสงกรานต์นี้ทันที
เราไม่ทวงสัญญาราคาที่กี่บาท แต่เราทวงคืนความเป็นธรรมของโครงสร้างการผลิตปาล์มน้ำมันและตลาดน้ำมันปาล์มที่ถูกต้อง ชอบธรรม และโครงสร้างราคาปาล์มทะลายแบบสัมพันธ์ที่คำนวณราคาโดยตรงจากตลาดด้วยความเป็นธรรมต่อเกษตรกรเครือข่ายชาวสวนปาล์มน้ำมันและลานเทภาคใต้
อ่านข่าวต้นฉบับ: ชาวสวนปาล์มบุกพาณิชย์ 22 เม.ย. จี้เลิกคุมส่งออก-หยุดทุบราคา หลังปาล์มร่วง 1.90 บาท/กก.
