กรมการค้าภายในเตรียมประกาศราคาแนะนำจำหน่ายปุ๋ยเคมีรายจังหวัดตั้งแต่สัปดาห์หน้า คำนวณจากหน้าโรงงานรวมค่าขนส่งถึงอำเภอเมือง หวังให้เกษตรกรรู้ราคาที่เหมาะสมและป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ หลังตรวจพบร้านค้าบางแห่งโก่งราคาจากหน้าโรงงาน 300-500 บาทต่อกระสอบ พร้อมเดินหน้าโครงการ “ธงเขียวพลัส” จัดปุ๋ยราคาถูกตามชนิดพืช ควบคู่ส่งเสริมปุ๋ยทางเลือกแทนยูเรียที่ราคาพุ่งเกิน 900 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือมาตรการราคาแนะนำปุ๋ย ร่วมกับสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร และสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย ว่าที่ประชุมได้มีมติให้ประกาศราคาแนะนำการจำหน่ายปุ๋ยเคมีในแต่ละจังหวัด โดยคำนวณราคาจากหน้าโรงงานไปถึง ณ อำเภอเมืองของจังหวัดต่าง ๆ ที่รวมค่าขนส่ง ค่ายก จะทำให้รู้ว่าราคาที่เหมาะสมในการจำหน่ายในแต่ละจังหวัดควรจะเป็นเท่าไร
โดยจะเริ่มประกาศราคาแนะนำได้ตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป ผ่านทางเว็บไซต์ของกรม และแจ้งไปยังคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) ให้รับทราบด้วย เพื่อที่จะได้กำกับดูแลได้อย่างเหมาะสม
โดยการกำหนดราคาแนะนำดังกล่าว จะเน้นสูตรปุ๋ยที่ใช้กันแพร่หลาย อาทิ 16-0-0, 21-0-0, 0-0-60, 15-15-15, 16-20-0 และ 16-8-8 เป็นต้น เพื่อให้เกษตรกรได้ทราบราคาขายในพื้นที่นั้น ๆ และป้องกันไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ การค้ากำไรเกินควร เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา คือมีปัญหาระหว่างราคาจากหน้าโรงงานไปถึงร้านค้าปลีกที่มีการปรับสูงขึ้น ทั้ง ๆ ที่โรงงานแจ้งว่าไม่ได้มีการปรับขึ้นราคา โดยที่ตรวจสอบพบมีการขึ้นราคาตั้งแต่ 300-500 บาทต่อกระสอบ
ทั้งนี้ กรมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้าปุ๋ยจำนวน 1,135 แห่ง พบกระทำความผิด 51 แห่ง ดำเนินคดีไปแล้ว 6 แห่ง ที่เหลือกำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานเพื่อที่จะเอาผิดต่อไป
กรมยังได้หารือกับผู้ผลิตปุ๋ยในการจัดทำโครงการธงเขียวพลัส ช่วยลดราคาปุ๋ยเคมีให้กับเกษตรกรตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ โดยจะทำงานร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ในการกำหนดพื้นที่เพาะปลูกว่าพื้นที่นั้น ๆ ปลูกพืชเกษตรอะไร และควรจะใช้ปุ๋ยอะไร จากนั้นจะขอความร่วมมือผู้ผลิตให้จัดสรรปุ๋ย แม่ปุ๋ย และปุ๋ยสำเร็จให้กับเกษตรกรที่จะซื้อได้ในราคาที่ถูกลงกว่าปกติ และยังมีแผนที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยทางเลือก และลดใช้ปุ๋ยยูเรีย เพราะขณะนี้ราคาเพิ่มขึ้นมาก จากปกติตันละ 500 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มเป็นกว่า 900 ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับสต๊อกปุ๋ยเคมี ณ วันที่ 15 เม.ย. 2569 ที่รวบรวมจากผู้ผลิต 48 บริษัท จากผู้ผลิตทั้งหมด 54 บริษัท มีจำนวน 9.2 แสนตัน อยู่ทั้งกับผู้ผลิต ตัวแทนจำหน่าย และระหว่างนำเข้า โดยฤดูการเพาะปลูกจะเริ่มตั้งแต่เดือน พ.ค. 2569 เป็นต้นไป ซึ่งขณะนี้ผู้ผลิตได้เตรียมหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยจากแหล่งอื่นนอกจากตะวันออกกลางเข้ามาเพิ่มเติม ทั้งจากมาเลเซีย บรูไน และอินโดนีเซีย เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทยได้ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้มีการนำเข้าปุ๋ยเคมีเข้ามาเรื่อย ๆ โดยเฉพาะแหล่งใหม่จากมาเลเซีย บรูไน และอินโดนีเซีย แต่ยังค้างอยู่ในตะวันออกกลางอีก 2.5 แสนตัน โดยปุ๋ยยูเรียไม่มีใครซื้อและนำเข้า เพราะราคาสูงมาก ขึ้นไปถึงตันละ 959 ดอลลาร์สหรัฐ เกรงว่าซื้อมาแล้วสถานการณ์เปลี่ยนจะประสบปัญหาการขาดทุน
และแม้จะไม่นำเข้า แต่ก็สามารถใช้ปุ๋ยสูตรอื่นมาทดแทนได้ ซึ่งได้ทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้ความรู้กับเกษตรกรอยู่ ส่วนการใช้ปุ๋ยจะเริ่มเดือน พ.ค.-ส.ค. ใช้ทุกสูตรประมาณ 4-5 แสนตัน คิดเป็น 50% ของปริมาณใช้ทั้งปี
สำหรับการขอปรับขึ้นราคา ยังไม่ได้มีการยื่นเรื่องต่อกรมการค้าภายใน แม้ว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงเพดานที่เคยได้รับอนุมัติไว้ ตอนนี้เริ่มปริ่ม ๆ แล้ว ถ้าต้นทุนเพิ่มเกินก็จะพิจารณาเสนอขอปรับราคาอีกครั้ง โดยหวังว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะคลี่คลายโดยเร็ว ซึ่งจะทำให้ไม่ต้องปรับขึ้นราคาก็ได้
อ่านข่าวต้นฉบับ: พาณิชย์เคาะ ‘ราคาแนะนำปุ๋ย’ รายจังหวัด สกัดค้ากำไรเกินควร ลุยธงเขียวพลัส
