เกษตรกรสวนปาล์มสะท้อนความเดือดร้อนหนัก หลังราคาผลปาล์มสดต่ำกว่าระดับที่ควรจะเป็น แม้สถานการณ์พลังงานโลกและนโยบายหนุนใช้ไบโอดีเซล B7-B20 ควรเป็นปัจจัยบวกต่อปาล์มน้ำมัน ระบุราคาที่เหมาะสมไม่ควรต่ำกว่า 7.20 บาทต่อกิโลกรัม แต่ล่าสุดบางพื้นที่เหลือเพียง 6.60 บาท ขณะที่ลานรับซื้อบางแห่งอาจต่ำกว่านั้น พร้อมตั้งข้อสังเกตมีการบิดเบือนและปั่นราคาในตลาด ล่าสุดเดินหน้าฟ้องรัฐ หวังเร่งแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
นายเกรียงไกร นาคสุวรรณ เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า ขณะนี้ราคาผลปาล์มในหลายพื้นที่ต่ำกว่า 7 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว และในบางจังหวัดราคาล่าสุดอยู่ที่ 6.60 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่บางลานเทที่รับซื้ออาจกดราคาลงไปอยู่ในช่วง 5 บาทปลาย ๆ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดรับซื้อที่เกษตรกรมองว่าไม่เป็นธรรม
ทั้งนี้ หากอ้างอิงตามโครงสร้างราคาฐานจากราคา CPO อยู่ที่ 40.13 บาท ณ วันที่ 16 ของเดือนที่ผ่านมา เมื่อคำนวณกับเปอร์เซ็นต์น้ำมันขั้นต่ำ 18% แล้ว ราคาผลปาล์มสดไม่ควรต่ำกว่า 7.20 บาทต่อกิโลกรัม โดยทุก 1% ของเปอร์เซ็นต์น้ำมันมีมูลค่าประมาณ 30 สตางค์ ดังนั้นหากเกษตรกรได้รับการประเมินเปอร์เซ็นต์น้ำมันต่ำก็จะยิ่งกดราคาขายลงทันที
ประเด็นสำคัญที่เกษตรกรตั้งคำถามคือ การประเมินเปอร์เซ็นต์น้ำมันของผลปาล์ม โดยหลายกรณีโรงงานรับซื้อให้เปอร์เซ็นต์เพียง 18% ทั้งที่คุณภาพผลผลิตจริงอาจสูงกว่านั้น ทำให้เกษตรกรเสียประโยชน์จากทั้งด้านคุณภาพและราคา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าโรงงานมีอำนาจในการคัดคุณภาพและประเมินเปอร์เซ็นต์น้ำมันฝ่ายเดียว จึงอาจทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในระบบ
นอกจากนี้เกษตรกรยังมองว่าสถานการณ์ราคาปาล์มที่ปรับลดลงแรงครั้งละ 50-60 สตางค์ เป็นสัญญาณที่ผิดปกติ และภาครัฐควรใช้กฎหมายที่มีอยู่เข้าไปกำกับดูแลอย่างจริงจัง เพราะกลไกแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้น หากตลาดทำงานอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ปัจจัยภายนอกกลับเอื้อประโยชน์ต่อพืชพลังงานอย่างปาล์มน้ำมัน
จากสถานการณ์โลกในขณะนี้ปาล์มน้ำมันควรได้รับแรงหนุนจากการเป็นวัตถุดิบพลังงานทางเลือก ทั้งจากแนวนโยบายส่งเสริมไบโอดีเซล B7 และ B20 ที่ควรช่วยดูดซับผลผลิตในประเทศและพยุงราคา แต่ข้อเท็จจริงกลับพบว่าราคาสวนทาง ปรับตัวลดลง ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามีการบิดเบือนตลาดหรือปั่นราคาเกิดขึ้นในระบบรับซื้อ
“ในมุมเกษตรกรมองว่าการทำงานของภาครัฐช้าเกินไป”
แม้เข้าใจว่าภาครัฐมีขั้นตอนในการดำเนินการ แต่ความล่าช้าดังกล่าวทำให้เกษตรกรต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนและรับภาระเพียงฝ่ายเดียว ขณะที่ราคายังคงทรุดลงต่อเนื่อง
ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราคาหน้าลานรับซื้อเท่านั้น แต่รวมถึงการบริหารจัดการทั้งระบบที่ยังขาดประสิทธิภาพ และไม่สามารถทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์จากนโยบายพลังงานที่รัฐประกาศได้อย่างแท้จริง ทั้งที่ในทางทฤษฎีการเพิ่มการใช้ปาล์มน้ำมันในภาคพลังงานควรจะช่วยสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้กับผลผลิต
ล่าสุดได้มีการดำเนินการฟ้องร้องหน่วยงานรัฐแล้ว เพื่อให้เข้ามารับผิดชอบและเร่งแก้ไขปัญหาราคาปาล์มตกต่ำอย่างเป็นรูปธรรม โดยมองว่าหากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อต่อไปจะยิ่งซ้ำเติมเกษตรกรที่กำลังเผชิญภาวะต้นทุนสูงและรายได้ลดลง
ทั้งนี้ ข้อเรียกร้องหลักของเกษตรกรคือให้ภาครัฐเร่งตรวจสอบกลไกรับซื้อ การประเมินเปอร์เซ็นต์น้ำมัน และพฤติกรรมด้านราคาที่อาจเข้าข่ายบิดเบือนตลาด พร้อมใช้กฎหมายที่มีอยู่กำกับดูแลอย่างจริงจัง เพื่อให้ราคาผลปาล์มสดสะท้อนต้นทุนและคุณภาพอย่างเป็นธรรม และหยุดปัญหาการกดราคาที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่
อ่านข่าวต้นฉบับ: ชาวสวนปาล์มร้องรัฐเร่งแก้ราคาตก วอนคุมกลไกตลาด หลังราคาหลุด 7.20 บาทบางพื้นที่