นายกฯ หารือ รมว.กลาโหมสิงคโปร์ กระชับความร่วมมือ 5 ด้าน สนใจแลนด์บริดจ์ ด้าน ‘โฆษก รบ.’ โต้ ‘ฝ่ายค้าน’ ยันโปร่งใส-วิเคราะห์จุดคุ้มทางเศรษฐกิจชัดก่อนเสนอ ครม. ลั่นไม่ชงโครงการบนกระดาษเปล่า
นายชาง ชุน ซิง รัฐมนตรีประสานงานด้านบริการภาครัฐ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐสิงคโปร์ เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยภายหลังเสร็จสิ้น น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญของการหารือ ดังนี้
นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้พบกับรัฐมนตรีประสานงานด้านบริการภาครัฐ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในวันนี้ ซึ่งทั้งสองฝ่ายรู้จักกันมายาวนาน และมีโอกาสได้พบกันในหลายโอกาส
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้แสดงความขอบคุณนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ที่ได้แสดงความยินดีทางโทรศัพท์กับนายกรัฐมนตรี ในโอกาสที่เข้ารับตำแหน่ง และยังได้หารือร่วมกันเพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับสิงคโปร์ ทั้งในระดับทวิภาคีและภูมิภาค ซึ่งทั้งสองฝ่ายยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันได้อีกมาก
ด้านรัฐมนตรีประสานงานด้านบริการภาครัฐ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียของประชาชนชาวไทย และส่งความปรารถนาดีจากนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ถึงนายกรัฐมนตรี ซึ่งฝ่ายสิงคโปร์หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีในโอกาสเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการอีกครั้งในห้วงเวลาที่สะดวกและเหมาะสม
โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นความสัมพันธ์และความร่วมมือที่สำคัญ ดังนี้
1.ด้านกลาโหม ทั้งสองฝ่ายยินดีที่ไทยและสิงคโปร์มีรากฐานความสัมพันธ์ทางด้านกลาโหมที่ใกล้ชิดมาอย่างยาวนาน โดยสะท้อนผ่านการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอ การฝึกร่วมประจำปี อาทิ การฝึก Cobra Gold โดยนายกรัฐมนตรียืนยันความต่อเนื่องของการฝึกร่วมและการสนับสนุนพื้นที่ฝึกแก่กองทัพสิงคโปร์
ด้านสิงคโปร์ แสดงความขอบคุณไทยที่สนับสนุนให้กองทัพสิงคโปร์สามารถเข้ามาฝึกในไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศของสิงคโปร์ พร้อมเห็นว่า ทั้งสองฝ่ายยังมีศักยภาพที่จะเดินหน้าความร่วมมือในโครงการและภารกิจใหม่ ๆ ร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง โดยทั้งสองฝ่ายสามารถพลิกวิกฤตหรือความท้าทายต่าง ๆ เป็นโอกาสในการเสริมสร้างความไว้วางใจและกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
2.ด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการพลังงานภายในประเทศ พร้อมทั้งเห็นพ้องถึงโอกาสในการขยายความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างกัน ทั้งในด้านการบริหารจัดการเชื้อเพลิง การค้าพลังงาน รวมถึงการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าในภูมิภาค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดการสูญเสียพลังงาน พร้อมวางแนวทางใช้ประโยชน์จากพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือกมากขึ้น เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงานในภูมิภาค
3.อุตสาหกรรมการบิน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงโอกาสในการขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมการบินและการซ่อมบำรุงอากาศยาน (Maintenance, Repair and Overhaul : MRO) โดยสิงคโปร์มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและมาตรฐาน
ขณะที่ไทยมีศักยภาพด้านพื้นที่ที่มีข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และกำลังคน ซึ่งสามารถเกื้อหนุนกันในการพัฒนาเป็นศูนย์กลาง MRO ของภูมิภาค รวมถึงต่อยอดไปสู่การซ่อมบำรุงเรือและยุทโธปกรณ์ทางทหาร นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นถึงโอกาสในการร่วมลงทุนและพัฒนารูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินและความต้องการใช้บริการที่เพิ่มขึ้น
4.ความมั่นคงทางอาหาร ทั้งสองฝ่ายเห็นโอกาสในการขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารระหว่างกัน โดยไทยมีศักยภาพในการเป็นแหล่งผลิตอาหารสูง ซึ่งจะช่วยสร้างความสมดุลกับประเทศที่มีทรัพยากรพลังงานแต่ขาดแคลนอาหาร ตลอดจนช่วยเสริมสร้างความร่วมมือและความมั่นคงในระดับภูมิภาคได้ในระยะยาว
5.โครงการ Land Bridge ฝ่ายสิงคโปร์ให้ความสนใจโครงการ Land Bridge ของไทย โดยเห็นว่าเป็นการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างสองฝั่งทะเล เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของประเทศ รวมถึงเป็นโอกาสที่จะทำให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะต่อยอดสู่การสร้างเศรษฐกิจใหม่ สนับสนุนความมั่นคง และเสริมศักยภาพให้กับภูมิภาค ด้านนายกรัฐมนตรีพร้อมให้การสนับสนุนสิงคโปร์
พร้อมเน้นย้ำว่า โครงการดังกล่าวต้องอาศัยการลงทุนขนาดใหญ่และความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
จากนั้นโฆษกรัฐบาลให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า การหารือดังกล่าวยังไม่ได้มีการพูดถึงรายละเอียดในโครงการแลนด์บริดจ์ แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ รับทราบถึงความน่าสนใจในโครงการดังกล่าว และหากดำเนินการจริงจะพิจารณาในทุกมิติอย่างรอบคอบ โดยเชื่อว่าโครงการนี้จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย และประเทศในภูมิภาค เพราะวันนี้การเดินเรือใช้ช่องแคบมะละกาเป็นหลัก ซึ่งโครงการแลนด์บริดจ์จะช่วยส่งเสริมการขนส่งทางทะเลให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น
เมื่อถามว่า กรณีที่ฝ่ายค้านตั้งคำถามว่าโครงการดังกล่าวยังไม่ได้มีการแสดงตัวเลขเรื่องจุดคุ้มทุน แต่จะเดินหน้าดำเนินการแล้ว โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า เรื่องนี้ได้มีการผลักดันมาหลายปีแล้ว เพราะโครงการขนาดใหญ่จะต้องมีการวิเคราะห์ความคุมทุนทางเศรษฐกิจและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งทุกอย่างจะต้องเรียบร้อยก่อนที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม.
ฉะนั้นต้องขอบคุณฝ่ายค้านที่มีความกังวล และขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลจะไม่มีทางอนุมัติโครงการบนกระดาษเปล่า ทุกอย่างต้องผ่านการศึกษาทางด้านสิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ เราไม่สามารถซุกแล้วไปทำเลยโดยไม่ให้ประชาชนรับรู้ ฉะนั้นขออย่าได้กังวล เพราะทุกอย่างโปร่งใส และชี้แจงให้ประชาชนทราบ รวมถึงเห็นความคุ้มค่า
เมื่อถามต่อว่า จะมีการทำความเข้าใจกับประชาชนที่ออกมาต่อต้านในพื้นที่อย่างไร โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า ทำความเข้าใจไม่ใช่แค่เฉพาะโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ต้องทำความเข้าใจในทุกโครงการ ส่วนความกังวลของประชาชน เราก็ต้องทำความเข้าใจและสื่อสารกับประชาชน ซึ่งไม่ใช่สื่อสารเพียงครั้งเดียว และนายกรัฐมนตรีก็เน้นย้ำว่าจะทำอะไรต้องเข้าใจหัวอกประชาชน พร้อมกับสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ
อ่านข่าวต้นฉบับ: อนุทิน ถก ‘รมต.สิงคโปร์’ สนใจแลนด์บริดจ์ ‘โฆษก’ ยันจุดคุ้มทุนชัดก่อนชง ครม.
