สมาพันธ์การขนส่งฯ เข้าพบ รมว.พลังงาน ยื่น 8 ข้อเสนอแก้วิกฤตพลังงาน เร่งปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน-ไฟฟ้า-ก๊าซภายใน 6 เดือน ดันใช้ต้นทุนจริงหน้าโรงกลั่น เลิกอ้างอิงสิงคโปร์ขายในประเทศ จี้กำหนดเพดานค่าการกลั่น-ค่าการตลาด ยกเลิกกองทุนน้ำมันหลังใช้หนี้หมด ค้านกู้ 1.5 แสนล้านชดเชยกองทุน พร้อมเรียกร้องตรวจสอบ “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน-น้ำมันหายจากระบบ ขณะที่ รมว.พลังงานรับลูก เตรียมดูการบริหารกองทุนน้ำมัน-ผลประโยชน์โรงกลั่นช่วงวิกฤต มี.ค.
นายทองอยู่ คงขันธุ์ ประธานสมาพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังเข้าพบนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน วันที่ 24 เมษายน 2569 ว่า สมาพันธ์ได้ยื่นข้อเสนอ 8 ประเด็นหลัก เพื่อให้รัฐบาลและกระทรวงพลังงานเร่งแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานอย่างเป็นระบบ
ข้อเสนอแรก คือ ขอให้ปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ ทั้งน้ำมัน ไฟฟ้า และก๊าซ โดยทันทีและเร่งด่วน ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน เนื่องจากโครงสร้างราคาปัจจุบันกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการขนส่งและประชาชนในวงกว้าง
ข้อเสนอที่ 2 ขอให้ใช้ราคาต้นทุนที่แท้จริงหน้าโรงกลั่นในประเทศไทย หรือ Cost Plus สำหรับการจำหน่ายในประเทศ โดยแยกราคาบริโภคและราคาขายภายในประเทศเพื่อคนไทยออกจากราคาส่งออก ขณะที่การอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ ซึ่งสมาพันธ์มองว่าเป็น “ต้นทุนสมมติ” หรือ “ค่าใช้จ่ายทิพย์” ควรนำไปใช้เฉพาะกรณีการส่งออกน้ำมันเท่านั้น
ข้อเสนอที่ 3 ขอให้กำหนดเพดานค่าการกลั่นและค่าการตลาดสูงสุดไม่เกินราคาที่ประกาศกำหนดเหมือนในอดีต เช่น ค่าการกลั่นน้ำมันดีเซลไม่เกิน 1.50 บาทต่อลิตร และน้ำมันเบนซินไม่เกิน 1.80 บาทต่อลิตร หากมีเหตุจำเป็นต้องปรับสูงกว่าเพดาน ต้องชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเป็นรายกรณี
ข้อเสนอที่ 4 ขอให้รัฐบาลและกระทรวงพลังงานพิจารณายกเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หลังจากกองทุนน้ำมันใช้หนี้หมดแล้ว เนื่องจากมองว่าเป็นช่องว่างที่อาจนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่น และไม่ได้ทำหน้าที่ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย แต่กลับกลายเป็นกลไกประกันรายได้ให้กลุ่มทุนธุรกิจพลังงาน
ข้อเสนอที่ 5 ขอให้รัฐบาลออกพระราชกำหนดภาษีลาภลอย เพื่อนำเงินจากธุรกิจพลังงาน โดยเฉพาะโรงกลั่น กลับคืนเข้ากองทุนน้ำมัน หรือปรับเป็นรายได้ของรัฐในช่วงวิกฤตพลังงานที่ผ่านมา
ข้อเสนอที่ 6 รัฐบาลไม่ควรออกพระราชกำหนดเงินกู้จำนวน 1.5 แสนล้านบาท เพื่อนำไปชดเชยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะมองว่าเป็นการนำเงินไปสนับสนุนกลุ่มทุนธุรกิจพลังงานหรือโรงกลั่น และสร้างภาระหนี้ให้กับรัฐบาลและประชาชนโดยไม่จำเป็น
ข้อเสนอที่ 7 ขอให้รัฐบาลทำความจริงให้ปรากฏเกี่ยวกับ “ไอ้โม่ง” หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกักตุนน้ำมัน น้ำมันที่หายออกจากระบบ และการลักลอบส่งออกน้ำมันไปยังประเทศที่สาม เนื่องจากเกี่ยวข้องกับเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของประชาชน พร้อมขอให้ดำเนินคดี ยึดทรัพย์ หรือนำเงินทั้งหมดกลับคืนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ข้อเสนอที่ 8 ขอให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงระบบการขนส่งน้ำมันทั้งระบบ โดยพัฒนาระบบ Logistics Feeder หรือ Ship Mode ที่มีต้นทุนต่ำสุด เช่น การขนส่งทางท่อเต็มรูปแบบ การพัฒนาระบบ Hub & Spoke คลังน้ำมันขนาดใหญ่ในหัวเมืองหลักทุกภูมิภาค การขนส่งทางน้ำด้วยเรือ Tanker ท่าเทียบเรือชายฝั่ง และคลังน้ำมันขนาดใหญ่ในภาคใต้และภาคตะวันออก รวมถึงการขนส่งทางรถไฟระบบทางคู่ ขนาดราง 1.435 เมตร และการขนส่งทางรถยนต์ไปยังคลัง ปั๊มน้ำมัน การค้าชายแดน การค้าผ่านแดน และการค้าข้ามแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
นายทองอยู่ กล่าวว่า จากการหารือ นายเอกนัฏได้ยืนยันว่าจะเข้าไปดูการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงการจัดการโรงกลั่น โดยเฉพาะประเด็นผลประโยชน์ที่ผู้ประกอบการโรงกลั่นได้รับในช่วง 2 สัปดาห์ที่เกิดวิกฤตพลังงานเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรให้เกิดความเป็นธรรม
“นายเอกนัฏแจ้งว่าจะตามเช็กบิลกลุ่มที่ได้ประโยชน์ในช่วงวิกฤตเดือนมีนาคม ซึ่งตรวจสอบกันได้ และสามารถเรียกคืนมาได้ การเข้าพบครั้งนี้ท่านรับฟังปัญหาที่เสนอไป และมีความกล้าที่จะแก้ปัญหา ทางสมาพันธ์ได้ให้กำลังใจ เรามาครั้งนี้มีความหวังว่าจะมีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ไม่เกรงกลัวอิทธิพลกลุ่มธุรกิจพลังงาน” นายทองอยู่กล่าว
นายทองอยู่กล่าวอีกว่า ประเด็น “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมันยังต้องตรวจสอบให้ชัดเจน เพราะเชื่อว่ายังมีน้ำมันที่หายไปมากกว่าที่เป็นข่าว โดยมีบางฝ่ายประเมินว่าอาจหายไปถึง 1,000 ล้านลิตร จึงต้องตรวจสอบให้ครบถ้วน
สำหรับแนวโน้มค่าขนส่ง นายทองอยู่กล่าวว่า ในเดือนพฤษภาคม สมาพันธ์จะประชุมร่วมกับกลุ่มผู้ประกอบการขนส่ง เพื่อพิจารณาการปรับค่าขนส่ง หลังราคาดีเซลทยอยลดลงต่อเนื่องจากระดับ 50 บาทต่อลิตร มาอยู่ที่ 40 บาทต่อลิตร โดยก่อนหน้านี้มีการปรับค่าขนส่งไปแล้ว 2 ครั้ง คือวันที่ 1 เมษายน และ 6 เมษายน แต่เป็นการปรับเพียงบางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมด
ทั้งนี้ การพิจารณาค่าขนส่งรอบใหม่ยังต้องดูทิศทางนโยบายพลังงานของรัฐบาล การแก้วิกฤตพลังงาน ความมั่นคงของปริมาณน้ำมันไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลน รวมถึงสถานการณ์ต่างประเทศและทิศทางราคาน้ำมันโลก
นายทองอยู่กล่าวว่า แม้ราคาดีเซลจะเริ่มปรับลดลง แต่การกลับไปสู่ระดับ 30 บาทต่อลิตรเหมือนเดิมคงเป็นเรื่องยาก เพราะโครงสร้างพลังงานยังมีปัจจัยกดดันหลายด้าน ดังนั้น หากรัฐบาลไม่เร่งรื้อโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ ภาระต้นทุนจะยังตกอยู่กับภาคขนส่ง ผู้ประกอบการ และประชาชนในระยะยาว
อ่านข่าวต้นฉบับ: ขนส่ง บี้พลังงานรื้อราคาทั้งระบบ จี้เช็กบิล “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน พร้อมยื่น 8 ข้อเสนอ
