ปี 2025 ที่ผ่านมา “เครือเจริญโภคภัณฑ์” หรือ ซี.พี. (CP) เปิดตัวแพลตฟอร์มชื่อ “อเมซ” (Amaze) บริหารงานโดย “แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ” ภายใต้คอนเซ็ปต์ Loyalty e-Commerce หรืออีคอมเมิร์ซที่ผู้ใช้รวมพอยต์จากการใช้บริการในเครือ ซี.พี. และพาร์ตเนอร์บัตรเครดิตมาแลกซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มได้เต็มจำนวนโดยไม่มีขั้นต่ำ
ในปีเดียวกัน “แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ” ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ “NTT DOCOMO GLOBAL” บริษัทย่อยของ NTT DOCOMO ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในญี่ปุ่น เพื่อร่วมกันผลักดันการเติบโตของ Amaze ผ่านอีโคซิสเต็มที่แข็งแกร่ง รวมถึงยกระดับการให้บริการโซลูชั่นการตลาดกับองค์กรต่าง ๆ
และเมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา ทั้งสองบริษัทลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางธุรกิจอย่างเป็นทางการ โดย NTT DOCOMO GLOBAL จะเข้ามาถือหุ้นในแอสเซนด์ คอมเมิร์ซ 20%
“ศุภชัย เจียรวนนท์” รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า การร่วมทุนระหว่างธุรกิจในเครือ ซี.พี. กับ NTT DOCOMO GLOBAL สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและญี่ปุ่น นำมาสู่การเชื่อมศักยภาพของทั้งสองบริษัทเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับการแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนา Analytics และ AI รวมถึงต่อยอดธุรกิจอีคอมเมิร์ซให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น
ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้สินค้าและบริการจากญี่ปุ่นเข้าถึงผู้บริโภคชาวไทย และสนับสนุนสินค้าและบริการของไทยให้ขยายเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นด้วย
“ยุคถัดไปของการให้สิทธิประโยชน์กับผู้บริโภค จะเปลี่ยนจากการสะสมแต้มมาอยู่ในรูปแบบของ Token ที่เข้าใจความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น จากการวิเคราะห์ความต้องการเฉพาะบุคคล เวลา และโลเคชั่นที่เหมาะสมกับร้านต่าง ๆ ซึ่ง DOCOMO มีโนว์ฮาวเรื่องนี้อยู่แล้ว ความร่วมมือกับเขาจะทำให้อีโคซิสเต็มของ Amaze ใหญ่ขึ้น เข้าใกล้เป้าหมายการเป็นแพลตฟอร์มระดับภูมิภาคไปอีกขั้น”
ด้าน “ฮิโรกิ คุริยามะ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NTT DOCOMO GLOBAL, Inc. กล่าวว่า DOCOMO ตั้งใจขยายประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นสู่ตลาดต่างประเทศในเชิงรุก การดำเนินโครงการในประเทศไทยผ่านความร่วมมือกับเครือ ซี.พี. และแอสเซนด์ คอมเมิร์ซ นอกจากเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ ยังเป็นโมเดลต้นแบบของการประยุกต์โนว์ฮาวในประเทศไปปรับใช้กับต่างประเทศ
ที่ผ่านมา DOCOMO สร้างระบบ “d POINT CLUB” ที่มีสมาชิกราว 100 ล้านราย นับเป็นหนึ่งในฐานสมาชิกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น และพัฒนาบริการที่ครอบคลุมหลากหลายสาขา โดยเฉพาะโซลูชั่นด้านการตลาดที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Marketing DX) โดยใช้ข้อมูลฐานลูกค้าร่วมกับข้อมูลพันธมิตร และส่งมอบโซลูชั่นตามแนวทาง “Single ID x Full Funnel”
“เป้าหมายสำคัญของ DOCOMO คือขยายความเป็นไปได้ในการนำเสนอ Single ID Marketing ซึ่งเป็นโซลูชั่นการตลาดที่พัฒนาในญี่ปุ่น มาสู่ตลาดไทย พร้อมทั้งร่วมมือกับพันธมิตรทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการที่มากขึ้น”
“ธรินทร์ ธนียวัน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ จำกัด และผู้อำนวยการบริหารกลุ่ม ด้านอีคอมเมิร์ซ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ฉายภาพการเติบโตของ Amaze ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาว่า Amaze ประสบความสำเร็จในการสร้างอีโคซิสเต็มทางธุรกิจ 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การขายสินค้า (Everyday Shopping) เชื่อมโยงสินค้าและบริการจากเครือ ซี.พี. และร้านค้าทั่วไปมาอยู่บนมาร์เก็ตเพลซ
2.ระบบแต้ม (Point Exchange) รวมแต้มจากที่ต่าง ๆ มาไว้ที่เดียวเพื่อใช้แทนเงินสด และ 3.เครือข่ายพาร์ตเนอร์ (Reward Redemption Partner) นำแต้มไปแลกเป็นบริการอื่น ๆ นอกเหนือจากการซื้อสินค้าได้
ปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นกว่า 9.1 ล้านครั้ง มีลูกค้าที่แลกแต้ม 1 ล้านคน คิดเป็นจำนวนการทำธุรกรรมเกี่ยวกับแต้มเกือบ 3 ล้านครั้ง ขณะที่จำนวนร้านค้าในระบบมีอยู่กว่า 3,500 ร้าน
“ปีแรกคือปีแห่งการสร้างฐานผู้ใช้ ทำให้คนเข้าใจว่าไอเดียของ Loyalty e-Commerce คืออะไร ยอมรับว่ามีการเบิร์นเงินไปพอสมควร แต่ยังอยู่ในจุดที่ไหว เพราะเราต้องการโตแบบยั่งยืน และมีบทเรียนจากหลายแพลตฟอร์มที่ใช้เงินไปเยอะมาก ๆ ท้ายที่สุดต้องปิดตัวไป”
“ธรินทร์” พูดถึงโครงสร้างรายได้ของ Amaze ว่ามี 3 ส่วน ได้แก่ 1.ค่าธรรมเนียมการขาย (Commission Fee) ปัจจุบันน่าจะเก็บถูกกว่าแพลตฟอร์มอื่น ๆ ในตลาดกว่าครึ่ง 2.การให้บริการโซลูชั่นและเทคโนโลยี และ 3.ค่าธรรมเนียมการใช้แต้ม (Point Fee) เป็นส่วนที่เกิดจากการให้บริการแลกเปลี่ยนแต้มระหว่างแพลตฟอร์มต่าง ๆ และนำแต้มมาใช้จ่ายแทนเงินสด
“ทุกวันนี้ร้านต้องเสียค่าธรรมเนียมการขายให้แพลตฟอร์มในตลาด 30-35% ทำให้ดำเนินธุรกิจได้ยากมาก Amaze อยากเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการอยู่รอดได้ และคิดว่าการเก็บถูกกว่าคนอื่น 50% เหมาะสมกับโมเดลธุรกิจในภาพรวมแล้ว”
สำหรับเป้าหมายหลัก ในปีนี้จะอยู่ที่การดึงผู้ใช้จากฐาน CRM ของเครือ ซี.พี. ที่มีอยู่กว่า 40 ล้านคน เข้ามาอยู่ในระบบ Amaze มากขึ้น โดยวางเป้าว่ายอดดาวน์โหลดจะขยับขึ้นเป็น 15-20 ล้านครั้ง และมุ่งขยายอีโคซิสเต็มการใช้พอยต์ให้กว้างขึ้น โดยในไตรมาส 1/2026 เดินหน้าสร้างความร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) จนมีเครือข่ายพาร์ตเนอร์กว่า 150 ร้าน และจะเพิ่มจำนวนพาร์ตเนอร์ให้ครอบคลุมทุกระดับ ตั้งแต่ร้านอาหารขนาดเล็ก ระดับกลาง ไปจนถึงเชนขนาดใหญ่
และในไตรมาส 2/2026 เป็นต้นไป จะโฟกัสการพัฒนาโซลูชั่นเกี่ยวกับ CRM เพื่อให้ประสบการณ์ใช้พอยต์กับเครือข่ายพาร์ตเนอร์ไร้รอยต่อมากขึ้น
“หลายร้านให้ความสนใจที่จะเชื่อมระบบกับ Amaze เพราะฐานผู้ใช้ที่ Amaze มีหลักล้านคนถือว่าใหญ่มากสำหรับร้านอาหารบางร้าน”
ขณะที่ในฝั่งความร่วมมือกับ NTT DOCOMO GLOBAL มีการเปิดตัวบริการ “Amaze Survey” แล้ว โดยความโดดเด่นของโซลูชั่นนี้คือความสามารถในการทำแบบสำรวจที่เจาะจงไปยังกลุ่มสมาชิก Amaze โดยเฉพาะ ซึ่งแตกต่างจากการสำรวจแบบดั้งเดิมที่มักสุ่มกลุ่มเป้าหมายจากผู้บริโภคทั่วไป ภาคธุรกิจจะได้รับข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณภาพสูง
เบื้องหลังของโซลูชั่นนี้ได้รับการพัฒนาร่วมกันโดยแอสเซนด์ คอมเมิร์ซ และกลุ่มบริษัทอินเทจ (INTAGE) ในเครือ DOCOMO Group เป็นการต่อยอดจากบริการวิจัยที่ DOCOMO และ INTAGE ได้พัฒนาร่วมกันในประเทศญี่ปุ่น
นอกจากนี้จะมีการเปิดตัว “Amazing Japan” ภายใน Amaze Mall นำเสนอแบรนด์สินค้าจากญี่ปุ่นที่เน้นคุณภาพ เช่น MITSUKOSHI DEPACHIKA, aiwa, Bigen, IRIS OHYAMA, LION และ SHARP เป็นต้น โดยมีกำหนดการเปิดตัวเดือน พ.ค. 2026 ซึ่งในเฟสแรกจะเป็นแบรนด์ญี่ปุ่นที่ทำตลาดในประเทศไทยอยู่แล้ว
ส่วนความร่วมมือในระยะไกลมองไปถึงการเชื่อมอีโคซิสเต็มที่ไร้รอยต่อยิ่งขึ้น มีตัวอย่างที่เป็นไปได้ คือการนำแต้มที่ได้จากการซื้อสินค้าใน 7-11 ไปใช้ที่ประเทศญี่ปุ่น ผ่านเครือข่ายร้านค้าพันธมิตรของ d POINT CLUB เป็นต้น
“การใช้แต้มแทนเงินสดญี่ปุ่นไปไกลมาก ๆ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในเอเชียด้วยกัน บ้านเขาใช้แต้มซื้อสินค้าตามร้านค้าต่าง ๆ กันเป็นปกติ ความร่วมมือครั้งนี้น่าจะทำให้ไอเดียของ Loyalty e-Commerce ในไทยไปไกลกว่าเดิม”
อ่านข่าวต้นฉบับ: NTT DOCOMO GLOBAL-Amaze เชื่อมอีโคซิสเต็ม ‘แต้ม’ ไทย-ญี่ปุ่น
