“เอกนัฏ” ลุยตั้งทีมสุดซอยลุยปราบกักตุนน้ำมัน ปูพรมลงพื้นที่ตรวจทั้งโรงกลั่น-คลังน้ำมัน ตั้งแต่ก่อนสงกรานต์ โชว์ผลงานแรก ส่งดีเอสไอเอาผิดคลังน้ำมัน “ทริลเลี่ยน” ที่อ่างทอง 2 ข้อหาเจตนากักตุน ชี้เอกนัฏนั่งเก้าอี้ไม่ถึงเดือนหั่นค่าการกลั่นลดราคาน้ำมันดีเซลกว่า 10 บาท/ลิตรแล้ว
นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้แต่งตั้งให้ตนทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงานอย่างเป็นทางการ เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งภารกิจหลักของคณะกรรมการดังกล่าวจะมีบทบาทคล้ายกับในช่วงที่ทีมสุดซอยไปปฏิบัติในขณะที่ทำหน้าที่รับผิดชอบที่กระทรวงอุตสาหกรรม โดยจะเน้นการลงพื้นที่ตรวจสอบโรงกลั่นและคลังน้ำมันทุกแห่งทั่วประเทศ
ทั้งนี้คณะกรรมการได้มีการประชุมครั้งที่ 1 ไปแล้ว เพื่อติดตามรายงานผลการดำเนินคดีตามกฎหมาย จากกรมธุรกิจพลังงานในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ที่เกิดปัญหาน้ำมันขาดแคลน ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดก่อนนายเอกนัฏเข้ามารับตำแหน่ง ดังนั้นจึงจำเป็นที่ต้องติดตามตรวจสอบย้อนหลังและดำเนินคดีกับทุกรายที่ฝ่าฝืนกฎหมายของกระทรวงพลังงาน
ขณะเดียวกันการประชุมยังพิจารณาวางกรอบการดำเนินคดี และรับฟังการรายงานผลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ทั้งในส่วนของสำนักงานพลังงานจังหวัด และในส่วนของกรมธุรกิจพลังงาน รวมทั้งพิจารณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอก เช่น คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า กระทรวงพาณิชย์ ที่จะมาร่วมกันบังคับใช้กฎหมายในส่วนของผู้ค้าที่มีเจตนากักตุน
“การกลับมาครั้งนี้แม้จะอยู่ภายใต้คณะกรรมการชุดใหม่ อยู่ในกระทรวงใหม่ แต่เราก็ยังคือทีมสุดซอยเหมือนเดิม ภารกิจของเราชัดเจน คือ การลงไปตรวจสอบโรงกลั่นคลังน้ำมัน ใครที่ทำผิดกฎหมายเราก็ต้องบังคับใช้กฎหมาย อย่างช่วงก่อนสงกรานต์เราเร่งตรวจสอบคลังน้ำมันสำรองทั่วประเทศ ต้องทำให้ประชาชนมีน้ำมันใช้เพียงพอต่อการเดินทางในช่วงสงกรานต์และตลอดเดือนเมษายน หรือกรณีน้ำมันหายในช่วงเดือนมีนาคม ก่อนที่ รมว.เอกนัฏและทีมสุดซอยจะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ถึงเรื่องจะเกิดก่อนแต่เรื่องนี้ต้องจัดการเด็ดขาด อาจจะใช้เวลาในการตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริง ควบคู่ไปกับการสืบสวนสอบสวนของ DSI เพื่อป้องปรามการกักตุนและลักลอบส่งออกน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชน สร้างความเสียหายให้กับประเทศ ทั้งหมดนี้ต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชน ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย”
ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปตั้งแต่วันที่นายเอกนัฏเข้ามารับตำแหน่ง และเริ่มประชุมกับกลุ่มโรงกลั่นเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 เป็นจุดเริ่มต้นของการรื้อโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งขณะนั้นราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร จากนั้นกำหนดให้โรงกลั่นลดค่าการกลั่นลงมา 2 บาท ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลลดลง 2.14 บาท เหลือ 48.50 บาท/ลิตร และทยอยลดราคาช่วงหยุดเทศกาลสงกรานต์อีก 4-6 บาท ราคาดีเซลลงมาอยู่ที่ 44.40 บาท/ลิตร จากนั้นได้ปรับลงอีก 1.50 บาท ตามกลไกตลาดโลกอีก 2.70 บาท ทำให้ราคาดีเซลเหลือ 41.70 บาท/ลิตร ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติเห็นชอบปรับลดราคา ณ โรงกลั่น
สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 0 บี 7 และบี 20 เป็น 2 ช่วง ได้แก่ช่วงวันที่ 24 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ปรับลด 5.00 บาท/ลิตร และช่วงวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ปรับลด 3.00 บาท/ลิตร จะรวมทั้งหมดเป็น 8 บาท/ลิตร ซึ่งมีผลทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกทุกปั๊มลดลงเรื่อย ๆ
ล่าสุดชุดสุดซอยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบคลังน้ำมันบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด ในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 คลังน้ำมันของบริษัท ทริลเลียนออยล์ จำกัด หลังพบความผิดปกติไม่รายงานเอกสารรับส่งน้ำมัน และปริมาณน้ำมันดีเซลภายในคลังที่ลดลงไม่สอดคล้องกับยอดขาย
โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้รับเป็นคดีพิเศษในข้อกล่าวหาร่วมกันเป็นผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ตามมาตรา 10 กระทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างหนึ่งอย่างใด อันทำให้ลักษณะหรือคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงแตกต่างไปจากที่อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานประกาศกำหนด ซึ่งการจำหน่ายน้ำมันคุณภาพต่ำ/ปลอมปน (ปริมาณเกิน 200 ลิตรขึ้นไป) มีความผิดตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง โทษจำคุกสูงสุด 5 ปี หรือปรับสูงสุด 5 แสนบาท หรือทั้งจำและปรับ
นอกจากนี้ยังพบความคลาดเคลื่อนของข้อมูลปริมาณน้ำมัน โดยปริมาณที่รายงานในวันที่ 27 มีนาคม ไม่สอดคล้องกับข้อมูล ณ วันที่ 26 มีนาคม และยังมีปริมาณน้ำมันภายในคลังที่ลดลงโดยไม่สอดคล้องกับยอดขาย
ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 8 ของกฎหมายฉบับเดียวกัน ซึ่งกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เปิดเผยว่า ล่าสุดจากการตรวจสอบบริษัทคลังน้ำมันทั้งหมด 92 แห่งช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2569 พบไม่ต่ำกว่า 7 คลังน้ำมันมีพฤติกรรมกักตุนน้ำมัน แต่ที่หนักสุดคือบริษัทคลังน้ำมันแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.อ่างทอง เพราะมีการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้สุ่มเก็บตัวอย่างน้ำมันไปตรวจสอบ พบว่ามีการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงจริง ซึ่งในส่วนนี้จะต้องแจ้งความดำเนินคดี
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องใบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ เพราะหลายคนมีการสันนิษฐานว่า เรือที่แล่นไปยังคลังน้ำมันในภาคใต้ ไม่ว่าสุราษฎร์ธานี สงขลา ชุมพร ซึ่งขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงกว่า 20-30% ของน้ำมันทั้งหมด ดังนั้น หากจะมีการรั่วไหลของน้ำมันเชื้อเพลิงไปส่งขายยังต่างประเทศ ก็คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นบริเวณนี้
อ่านข่าวต้นฉบับ: “ทีมสุดซอย” คัมแบ็กพลังงาน โชว์งานแรกฟันคลังน้ำมันอ่างทอง