กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) แบ่งงาน 2 รัฐมนตรีเสร็จสรรพ ที่ได้ประกาศนโยบายไปแล้วและได้รับมอบหมายให้นำเทคโนโลยีไปเป็นกระดูกสันหลังให้ทุกส่วนของรัฐบาลนำไปแก้ปัญหา และบริหารประเทศ รวมถึงบทบาทในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มและเศรษฐกิจดิจิทัลที่จะเพิ่มดีกรีร้อนแรงยิ่งขึ้น
“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “แนน บุณย์ธิดา สมชัย” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี ซึ่งรับผิดชอบกำกับดูแลสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA), สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สดช.) ดูแลกองทุนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (กองทุนดีอี) รวมถึง 2 รัฐวิสาหกิจสำคัญ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (NT) และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) หลากหลายแง่มุม ดังนี้
แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี กล่าวว่า ปัจจุบันการสนับสนุนส่งเสริมสตาร์ตอัพและบริษัทเทคโนโลยีมีหลายภาคส่วนที่ดูแล ในส่วนของดีอีจะมีกลไกผ่านกองทุนดีอีเอง และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งการใช้เงินจากกองทุนดีอีต้องมีประสิทธิภาพ และมีการกำหนด KPI ที่ชัดเจนสำหรับการให้ทุนสนับสนุน โดยกำหนดกรอบนโยบายทั้งระยะ 1 ปี หรือ 4-5 ปี เพื่อให้การสนับสนุนสตาร์ตอัพ หรือบริษัทเทคโนโลยีสอดคล้องกับทิศทางที่ประเทศจะเดินไป
“สถานการณ์เศรษฐกิจและบริบทของโลกชี้ให้เห็นว่าการจะสร้างยูนิคอร์น หรือบริษัทเทคโนโลยีระดับพันล้านเหรียญสหรัฐเป็นเรื่องยากมาก ดังนั้นการส่งเสริมสตาร์ตอัพหรือบริษัทเทคฯ ไทยในส่วนที่ดีอีทำได้ย่อมมีข้อจำกัดจะไม่ใช่เพียงแค่ให้ทุนแล้วจบไป แต่ต้องติดตามผลว่าสิ่งที่สนับสนุนไปประสบความสำเร็จหรือไม่ รัฐสามารถนำข้อมูลหรือเทคโนโลยีนั้น ๆ มาต่อยอดใช้ประโยชน์ได้เพียงใด”
รมช.ดีอีย้ำว่า การให้ทุนหรือการดูแลส่งเสริมควรอยู่ในเส้นทางเดียวกับนโยบายบริหารประเทศของรัฐบาลที่จะเดินไปข้างหน้า และอย่างน้อย ๆ ภาครัฐหรือดีอีจะต้องสามารถเข้าไปใช้ข้อมูลหรือใช้ประโยชน์บางอย่างอะไรได้บ้าง
“อย่างน้อย ๆ คือเราก็ได้เห็นว่าเทคโนโลยีบางอย่างของภาคเอกชนมีปัญหาในการประสานงานขอใช้งานกับภาครัฐ มักจะมีเส้นทางที่ไม่ค่อยเชื่อมกันสนิท ดังนั้นหากภาครัฐมีเทคโนโลยีเชื่อมกันกับภาครัฐด้วยกันการสนับสนุนส่งเสริมกันก็จะดีขึ้น”
โดยกระทรวงดีอีจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงาน หากบริษัทเอกชนหรือ Startup พัฒนาระบบที่มีประโยชน์ ก็จะช่วยผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ เข้ามาสนับสนุนหรือใช้ระบบเหล่านั้น
อีกเรื่องที่ต้องเน้น คือ การปกป้องผลประโยชน์ของประเทศตามแนวทาง Thai First ลดพึ่งพาแพลตฟอร์ม
ต่างประเทศ เรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นหัวใจหลักจะต้องเป็นโลกที่เปิดกว้างให้กับทุกคนได้มีโอกาสทำธุรกิจ หาทางส่งเสริมให้มีแพลตฟอร์มของตนเองหรือทำให้แพลตฟอร์มต่างชาติอยู่ใต้กฎหมายไทย 100% เป็นธรรม หนุนธุรกิจคนไทยทำให้ประชาชนมีตัวเลือก
“กระทรวงพาณิชย์, ดีอี, กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ได้คุยกันแล้ว ถ้าจะพัฒนาเป็นอีคอมเมิร์ซ ส่งเสริมสินค้าโอท็อป สินค้าเมดอินไทยแลนด์ควรจะทำอย่างไร รวมถึงไปรษณีย์ไทยก็จับมือกระทรวงพาณิชย์ช่วยส่งสินค้าราคาถูก”
และในด้านการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานจะต้องมีการทำให้เป็น Made in Thailand First บริษัทต่างชาติต้องตั้งที่ทำการในประเทศไทย เสียภาษีให้ประเทศไทยอย่างถูกต้อง พร้อมส่งเสริมไม่ว่าจะผลิตขายหรือใช้ในประเทศหรือส่งออก อย่างน้อยสินค้าทุกอย่างเริ่มจากไทย หรือมาจบที่ไทย
เรื่องการดึงดูดการลงทุน หรือการทำธุรกิจในประเทศจะเร่งแก้ไขกฎหมายให้มีการจัดตั้งบริษัทในประเทศ ไม่ใช่มีแค่แรงจูงใจอย่างเดียว อนาคตทุกประเทศจะมองถึงความมั่นคงของประเทศเป็นหลัก
“บอกทางข้าราชการไปแล้วว่า กฎหมายที่จะออกมาเพื่อกำกับดูแลบริษัท-แพลตฟอร์มต่างชาติให้เข้มงวดขึ้นนี้ หากติดขัดตรงไหนให้บอกมา เพราะมั่นใจว่าเสียงในสภาทุกพรรคการเมืองพร้อมที่จะสนับสนุนรัฐบาล”
รมช.ดีอียังกล่าวถึงหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสำคัญภายใต้การกำกับดูแลอย่าง “ไปรษณีย์ไทย” ด้วยว่า ไม่อยากใช้คำว่าไปรษณีย์ไทยต้องไป “สู้” กับใคร เพราะในความเป็นจริงไปรษณีย์ไทยคือเจ้าตลาดโลจิสติกส์อยู่แล้ว เป็นหน่วยงานเดียวที่มีจุดแข็งในการเข้าถึงทุกครัวเรือนทั่วประเทศอย่างแท้จริง และมีความแม่นยำสูง จึงมีความได้เปรียบในบริการเฉพาะด้าน เช่น การรับส่งเอกสาร ขณะที่ผู้ให้บริการเอกชนรายอื่นมักเน้นการรับส่งเฉพาะพัสดุเพียงอย่างเดียว
แต่ต้องไม่ลืมว่า “ไปรษณีย์ไทย” มีต้นกำเนิดมาจากเงินทุนของรัฐ และมีความได้เปรียบเหนือเอกชนหลายด้านจึงต้องเข้ามาช่วยงานภาครัฐเพื่อแบ่งเบา ในช่วงที่ตั้งรัฐบาลนี้เข้ามาเกิดวิกฤตหลายอย่างโดยเฉพาะวิกฤตพลังงาน ไปรษณีย์ไทยอาจต้องยอม “บีบกำไรลง” เพื่อนำทรัพยากรมาช่วยเหลือประชาชนในมุมต่าง ๆ เช่น ลดค่าขนส่งหรือสนับสนุนโครงการรัฐ อาจมีระยะเวลาดำเนินการ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ตามสถานการณ์ เช่น ขณะนี้ให้ไปร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ขนส่งสินค้าราคาถูก แทนมุ่งเน้นผลกำไรสูงสุดเหมือนบริษัทเอกชนทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวมองว่าแม้จะเป็นเจ้าตลาด แต่ไปรษณีย์ไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันจากบริษัทเอกชน แม้เป็นรัฐวิสาหกิจก็ต้องปรับ Mindset การทำงานให้เหมือนภาคเอกชน หากต้องการจะสู้และแข่งขันได้จะทำงานก้ำกึ่งแบบระบบราชการเดิมไม่ได้ เพื่อรักษาฐานะความเป็นเจ้าตลาดอย่างยั่งยืน
ส่วน NT ต้องโฟกัสการทำธุรกิจที่เป็นรายได้จริง ๆ หากในอนาคต NT ไม่สามารถสู้ในสมรภูมิ “หน้าฉาก” หรือการให้บริการลูกค้าโดยตรงได้ก็จำเป็นต้องปรับโมเดลธุรกิจมาเน้นให้บริการ “หลังฉาก” (Back-end) โดยใช้ทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่มาสร้างรายได้
“หัวใจสำคัญคือต้องทำให้บุคลากรเลิกแบ่งแยกความเป็น CAT หรือ TOT แต่ต้องยืนบนพื้นฐานเดียวกัน คือความเป็น NT อย่างแท้จริง แม้จะเป็นเรื่องยากแต่จำเป็นต่ออนาคตขององค์กร และเป็น NT ที่ต้องทำให้ได้ ไม่เช่นนั้นกระทรวงการคลังจะเป็นคนเข้ามาจัดการ”
อ่านข่าวต้นฉบับ: เปิดแนวคิด Thai First ‘ดีอี’ ย้ำบทบาทสตาร์ตอัพ-NT-ปณท