ไทยออยล์เผยผลประกอบการไตรมาสแรก กำไรพุ่ง 19,481 ล้าน แต่เป็นกำไรจากสต๊อกน้ำมันถึง 16,746 ล้าน ขณะที่เป็นกำไรจากธุรกิจกลั่น 4,136 ล้าน ห่วงน้ำมันผันผวน พลิกจากพุ่งเป็นร่วงฉุดสต๊อกขาดทุนอ่วม แถมเผชิญปัญหาสภาพคล่องหายกว่า 31,000 ล้าน ปมลดค่าการกลั่น 2-5 บาท ฉุดเงินหาย 2,800 ล้านบาท แถมกองทุนน้ำมันติดหนี้อีกหมื่นล้าน ย้ำชัดยังหาซื้อน้ำมันดิบได้อยู่ แค่ราคาแสนแพง
นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 ว่า มีกำไรสุทธิ 19,481 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นกำไรจากสต๊อกนํ้ามัน 16,746 ล้านบาท สอดคล้องกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของราคานํ้ามันดิบและน้ำมันสําเร็จรูปในตลาดโลก อันเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประกอบกับการดำเนินธุรกิจปกติของไทยออยล์มีการจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-2 เดือนก่อนที่จะใช้ผลิต ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันทางบัญชีในไตรมาส 1/2569 เป็นต้นทุนที่ยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากราคาน้ำมันในช่วงความขัดแย้งอย่างเต็มที่ กำไรจากสต๊อกน้ำมันดังกล่าวเป็นรายการชั่วคราว
นอกจากนั้นไทยออยล์ยังมีกําไรพิเศษจากการซื้อคืนหุ้นกู้ 2,436 ล้านบาท อย่างไรก็ตามไทยออยล์มีการรับรู้ค่าใช้จ่ายและขาดทุนอื่น ๆ อีก 6,628 ล้านบาท หากตัดรายการดังกล่าวออกไทยออยล์จะมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของกลุ่ม 6,927 ล้านบาท โดยคิดเป็นกำไรสุทธิจากการดำเนินธุรกิจกลั่นน้ำมัน 4,136 ล้านบาท
“เดิมบริษัทนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 90% แต่สงครามที่เกิดขึ้นต้องปรับเปลี่ยนแผนการจัดหาน้ำมันดิบ โดยสามารถนำเข้าจากตะวันออกกลาง ที่ไม่ผ่านช่องแคปฮอร์มุซ ในสัดส่วน 35% คือ จากท่าฟูไจรา ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และจาก Saudi Aramco ผ่านทางทะเลแดง ส่วนที่เหลือนำเข้าจากแอฟริกาตะวันตก และทวีปอเมริกา อีกส่วนมาจากในประเทศ 7%”
สำหรับแนวโน้มในไตรมาส 2/2569 ไทยออยล์ประเมินว่าสถานการณ์ยังคงมีความน่ากังวลและอาจเผชิญกับความผันผวน โดยมีปัจจัยเสี่ยงดังนี้ 1.ความเสี่ยงจากการรับรู้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน ตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป เนื่องจากน้ำมันดิบที่จัดซื้อล่วงหน้า หากหลังจากนี้สถานการณ์คลี่คลายจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง และเกิดผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันในอนาคต โดยไตรมาส 1/2569 กำไรสต๊อกน้ำมันก่อนภาษีอยู่ที่ 5.1 บาทต่อลิตร และไตรมาสที่เหลือจะติดลบ และคาดการณ์ว่าทั้งปี 2569 จะมีกำไรสต๊อกน้ำมันเพียง 0.30 บาทต่อลิตรเท่านั้น
2.ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ได้แก่ 2.1 บริษัทมีภาระเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 18,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการจัดซื้อน้ำมันดิบที่ราคาสูงขึ้น 2.2 ผลจากการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น 2-5 บาทต่อลิตร ช่วงวันที่ 9 เม.ย.-19 พ.ค.2569 ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลง 2,800 ล้านบาท 2.3 เงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 10,314 ล้านบาท (ณ วันที่ 5 พ.ค.2569) ซึ่งจากข้อมูลอดีต ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ระยะเวลาคืนเงินชดเชยประมาณ 1-2 ปี ซึ่งจากปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้สภาพคล่องไทยออยล์ลดลง 31,000 ล้านบาท ยังไม่รวมแบกต้นทุนการเงินและดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นกว่า 900 ล้านบาท
3.ความเสี่ยงจากความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปที่ผันผวน 4.การสูญเสียรายได้จากนโยบายห้ามส่งออกน้ำมัน ทำให้ไทยออยล์ไม่สามารถจำหน่ายน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานไปต่างประเทศได้ 5.การคงกำลังการผลิตในระดับสูงถึง 110-113% เพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ขณะที่ส่งออกยังจำกัด ทำให้คลังน้ำมันล้น จำเป็นต้องนำถังน้ำมันใหม่จากโครงการพลังงานสะอาด (CFP) มาใช้ชั่วคราว ซึ่งหากระดับน้ำมันคงคลังเพิ่มขึ้นเข้าใกล้ระดับสูงสุด อาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับลดกำลังการผลิตเพื่อบริหารจัดการสต๊อกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและปลอดภัย แต่ทั้งนี้การลดกำลังผลิตจะกระทบต่อผลิตภัณฑ์น้ำมันอื่นด้วย
6.การขาดทุนจากการจำหน่ายน้ำมันดิบ เนื่องจากการเร่งจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าภายใต้สถานการณ์ที่ตึงเครียด ทำให้ไทยออยล์อาจจำเป็นต้องจำหน่ายน้ำมันดิบส่วนหนึ่งตามราคาตลาด ณ เวลานั้น ถึงแม้ว่าจะมีราคาต่ำกว่าต้นทุนจัดซื้อ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการขาดทุนทางบัญชี ทั้งนี้ไทยออยล์ได้เตรียมแผนบริหารจัดการสภาพคล่องไว้แล้ว โดยออกเสนอขายหุ้นกู้ (Perpetual Bond) เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
“ส่วนโครงการ CFP ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ของไทยออยล์ และใช้เงินลงทุนหลายแสนล้านบาท ซึ่งเพิ่งได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นเพื่อเพิ่มงบลงทุนอีก 63,028 ล้านบาท และดอกเบี้ยระหว่างก่อสร้างอีก 17,922 ล้านบาท โดยคาดว่าจะก่อสร้างเสร็จกลางปี 2028 ซึ่งขณะนี้ยังเป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยมีคนงานก่อสร้างถึง 17,000 คน มั่นใจว่าจะสามารถสร้างเสร็จได้ตามกำหนด”
นายพงษ์พันธุ์กล่าวว่า ไทยออยล์ยังคงบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างรอบคอบภายใต้บทบาทการเป็นเสาหลักด้านความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ พร้อมลดผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างเต็มความสามารถ โดยดำเนินการจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบและต้นทุนการจัดหาน้ำมันดิบสูง ทั้งนี้ ผลกระทบจะทยอยสะท้อนในผลการดำเนินงานในไตรมาสถัด ๆ ไป ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 และในครึ่งปีหลังมีความไม่แน่นอนสูง ขึ้นอยู่กับทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก อุปสงค์และอุปทานของน้ำมัน หากราคาน้ำมันมีการปรับฐานลงหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย จะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานและสภาพคล่องของกลุ่มไทยออยล์
อ่านข่าวต้นฉบับ: TOP สภาพคล่องวูบ 3.1 หมื่นล้าน กองทุนติดหมื่น ล.แถมโดนลดค่าการกลั่น