ปัญหา “น้ำนมดิบล้นระบบ” กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมโคนมไทยอีกครั้ง เมื่อปริมาณน้ำนมดิบที่ผู้ประกอบการยื่นสมัครเข้าร่วมโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ปีการศึกษา 2569 สูงถึง 1,898.122 ตันต่อวัน ขณะที่ ความต้องการใช้น้ำนมดิบของโครงการอยู่เพียง 909.154 ตันต่อวัน สะท้อนภาวะผลผลิตส่วนเกินที่กดดันทั้งระบบ ตั้งแต่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม สหกรณ์ ผู้ประกอบการ ไปจนถึงหน่วยงานรัฐที่ต้องเข้ามาจัดระเบียบการจัดสรรสิทธิให้โปร่งใส เป็นธรรม และไม่ปล่อยให้ปัญหาสต๊อกนมกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาน้ำนมดิบในระยะยาว
ล่าสุด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้เดินหน้าแก้วิกฤตนมแบบหลายทาง ทั้งการเร่งขับเคลื่อนนมโรงเรียนให้ทันเปิดภาคเรียนวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 การตั้งทีมเฉพาะกิจตรวจสอบปริมาณน้ำนมจริงทั่วประเทศ การหาแนวทางขยายการบริโภคนมโรงเรียนถึงระดับ ม.3 การระบายผลิตภัณฑ์นม อ.ส.ค. หรือ “นมวัวแดง” ที่ค้างสต๊อกประมาณ 7.3 ล้านกล่อง ผ่านเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ ไปจนถึงการผลักดันผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่อย่าง KU Lactova Milk นมสัตว์เลี้ยงปราศจากน้ำตาลแลคโตส 100% เพื่อเปลี่ยนปัญหานมล้นตลาดจากการเร่งระบายเฉพาะหน้า ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรโคนมไทยอย่างยั่งยืน
วิกฤตนมล้นตลาดในปี 2569 กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังข้อมูลจากการรับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ระหว่างวันที่ 17-21 เมษายน 2569 พบว่า มีผู้สมัครรวม 87 ราย ยื่นปริมาณน้ำนมดิบเข้าระบบรวม 1,898.122 ตันต่อวัน สูงกว่าความต้องการใช้น้ำนมดิบของโครงการที่อยู่ที่ 909.154 ตันต่อวัน มากกว่า 2 เท่า
ตัวเลขดังกล่าวทำให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องเร่งจัดระเบียบการบริหารน้ำนมดิบใหม่ โดยเฉพาะการแยกการบริหารระหว่าง “นมโรงเรียน” กับ “นมเชิงพาณิชย์” ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาการนำปริมาณน้ำนมมาแอบอ้าง และเพื่อให้การจัดสรรสิทธิเป็นไปตามข้อเท็จจริง
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 5/2569 ว่า ที่ประชุมรับทราบประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ปีการศึกษา 2569 ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 10 เมษายน 2569 ซึ่งปรับปรุงรายละเอียดให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรสิทธิการจำหน่ายนมโรงเรียนให้เกิดความสมดุลภายในแต่ละกลุ่มพื้นที่
โดยหลักเกณฑ์ใหม่กำหนดสัดส่วนการจัดสรรออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ไม่เกิน 61% ของสิทธิที่ต้องการภายในกลุ่มพื้นที่ แบ่งเป็น สหกรณ์ 49% รัฐวิสาหกิจ 10% และสถาบันการศึกษา 2% ส่วนที่ 2 ไม่เกิน 39% ของสิทธิที่ต้องการภายในกลุ่มพื้นที่
ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯ ยังรับทราบประกาศคณะอนุกรรมการบริหารกลางโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน เรื่องมาตรฐานการขนส่งและเก็บรักษานมโรงเรียน ปี 2569 เพื่อยกระดับการควบคุมคุณภาพทั้งระบบ ตั้งแต่การขนส่ง การควบคุมอุณหภูมิ ไปจนถึงการจัดเก็บในสถานศึกษา เพื่อให้มั่นใจว่านมที่ส่งถึงนักเรียนมีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐาน
นายวิณะโรจน์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญเร่งด่วนขณะนี้ คือการตรวจสอบข้อเท็จจริงของปริมาณน้ำนมดิบที่ผู้ประกอบการยื่นเข้าร่วมโครงการว่ามีอยู่จริงหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันมีปริมาณน้ำนมที่ยื่นสมัครสูงกว่าศักยภาพการรองรับของระบบ จึงต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพื่อให้การจัดสรรเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม
กระทรวงเกษตรฯ จึงแต่งตั้งคณะทำงานชุดเฉพาะกิจตรวจสอบปริมาณน้ำนมโคที่สมัครเข้าร่วมโครงการ แบ่งเป็น 7 กลุ่มพื้นที่ โดยมีผู้แทนจากกรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ร่วมตรวจสอบข้อมูล เพื่อป้องกันการแอบอ้างปริมาณน้ำนม และยืนยันปริมาณน้ำนมที่แท้จริง ก่อนรายงานตรงต่อคณะอนุกรรมการบริหารกลาง
นอกจากการจัดระเบียบต้นทางแล้ว ที่ประชุมยังทบทวนแผนดำเนินงานโครงการนมโรงเรียน ปีการศึกษา 2569 ให้ครอบคลุมตั้งแต่การประกาศหลักเกณฑ์ การเปิดรับสมัคร การตรวจสอบคุณสมบัติ และการจัดสรรสิทธิ เพื่อให้สามารถส่งมอบนมได้ทันก่อนเปิดภาคเรียนวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 โดยเฉพาะช่วง 30 วันแรก ของการเปิดเทอม ที่มุ่งให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมตั้งแต่วันแรก
ด้านนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับนายสุบิน ป้อมโอชา ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย และผู้แทนสหกรณ์ ว่า จากการรับฟังข้อเรียกร้องของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม พบประเด็นสำคัญ 2 เรื่อง ได้แก่ หลักเกณฑ์การจัดสรรโควตานมโรงเรียน และปัญหานมค้างสต๊อกในระบบ
กระทรวงเกษตรฯ ได้รับข้อเสนอทั้งหมดไว้พิจารณาแล้ว และจะเร่งแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้การจัดสรรสิทธินมโรงเรียนเป็นธรรมและทั่วถึงมากขึ้น โดยมาตรการเร่งด่วนคือการจัดทำเอกสารเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อขยายเพดานการบริโภคนมโรงเรียนจากเดิมถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้ครอบคลุมถึงระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้นมในระบบ และบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม
“เรื่องสต๊อกนมที่ค้างอยู่ในระบบจำนวนมาก ผมตั้งเป้า 30 วันต้องเห็นผล” นายวัชระพลกล่าว พร้อมระบุว่า
อย่างไรก็ดี กระทรวงฯ อยู่ระหว่างเจรจากับหลายหน่วยงาน ทั้งกองทุนของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ให้ช่วยรับซื้อนมไปดูแลกลุ่มประชาชน เช่น ผู้สูงอายุและผู้พิการ เพื่อเร่งระบายสต๊อกควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการระบายสต๊อก คือ การดึงเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศเข้ามาช่วยกระจายสินค้า โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์รับนโยบายที่ยกระดับระบบกระจายสินค้าสหกรณ์ทั่วประเทศ ผ่านเครือข่ายสหกรณ์ทั้งในและนอกภาคเกษตร รวมถึงศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ หรือ CDC
นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้สหกรณ์ทั่วประเทศขยายบทบาทจากเดิมที่เน้นเครือข่ายสหกรณ์ภาคการเกษตร ให้รวมสหกรณ์นอกภาคเกษตรทั้ง 7 ประเภทเข้ามาช่วยกระจายสินค้าและทำตลาดร่วมกัน เพื่อเชื่อมสินค้าจากต้นน้ำ กลางน้ำ ไปสู่ผู้บริโภคโดยตรง
ข้อมูลกรมส่งเสริมสหกรณ์ระบุว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีสหกรณ์ทั่วประเทศ 6,133 แห่ง จาก 7 ประเภท มีสมาชิกทั้งสิ้น 11,022,393 คน หรือประมาณ 16.72% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งถือเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ที่สามารถใช้เป็นช่องทางกระจายสินค้าจากภาคเกษตรได้อย่างมีนัยสำคัญ
สินค้าที่กรมส่งเสริมสหกรณ์เตรียมเร่งกระจายมี 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์นมขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ค. ตราไทย-เดนมาร์ค หรือ “นมวัวแดง” และผลไม้ฤดูกาล โดยเฉพาะในส่วนของนม อ.ส.ค. กระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เข้ามาช่วยระบายนมกล่องค้างสต๊อกประมาณ 7.3 ล้านกล่อง ผ่านเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ
นายนิรันดร์ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานกับสหกรณ์จังหวัดต่าง ๆ เพื่อช่วยหาตลาดและกระจายสินค้า โดยยืนยันว่า สหกรณ์พร้อมเดินหน้าทันทีเมื่อกระทรวงเกษตรฯ คิกออฟแผนระบายนมรอบใหม่ ทั้งนี้ อ.ส.ค. เองเป็นหน่วยงานที่รับซื้อน้ำนมดิบจากสหกรณ์โคนม จึงจำเป็นต้องช่วยด้านการตลาดเพื่อบรรเทาผลกระทบตลอดห่วงโซ่
อย่างไรก็ดี ล่าสุดกระทรวงเกษตรฯ ได้เปิดตัว KU Lactova Milk นมสัตว์เลี้ยงปราศจากน้ำตาลแลคโตส 100% ผลงานวิจัยและพัฒนาจากศูนย์ผลิตภัณฑ์นม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมนมสำหรับสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม และเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนน้ำนมดิบจากสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่สินค้ามูลค่าสูง ตามแนวทางขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG โดยเปลี่ยนจากการผลิตสินค้าเกษตรปริมาณมาก ไปสู่การสร้างสินค้าปลายทางที่มีนวัตกรรมและตอบโจทย์ตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น นมเพื่อสุขภาพและนมสัตว์เลี้ยง
กระทรวงเกษตรฯ ได้วางแนวทางขับเคลื่อน 4 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรม การพัฒนาตลาดและแบรนด์ การเชื่อมโยงเกษตรกรกับอุตสาหกรรม และการบริหารจัดการผลผลิตให้สมดุล เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาและทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง
ขณะเดียวกัน ภารกิจเร่งด่วนในการแก้ปัญหาหนี้สินของ อ.ส.ค. ที่มีหนี้ค้างชำระกับสหกรณ์เกษตรกร โดยกระทรวงฯ จะเร่งผลักดันเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมโดยเร็ว
จากปัญหาน้ำนมดิบส่วนเกินกว่า 1,898 ตันต่อวัน เทียบกับความต้องการของนมโรงเรียนเพียง 909 ตันต่อวัน ไปจนถึงสต๊อกนม อ.ส.ค. 7.3 ล้านกล่อง ภาพรวมวิกฤตโคนมไทยปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงปัญหาการจัดสรรโควตาหรือการระบายสินค้าเฉพาะหน้า แต่เป็นสัญญาณว่าระบบโคนมไทยต้องเร่งปรับสมดุลใหม่ทั้งห่วงโซ่
โจทย์สำคัญหลังจากนี้คือ รัฐจะสามารถเปลี่ยน “นมล้นตลาด” ให้กลายเป็นโอกาสสร้างตลาดใหม่ได้เร็วเพียงใด
เพราะหากยังพึ่งพาเพียงนมโรงเรียนเป็นช่องทางหลัก วิกฤตเดิมอาจกลับมาเกิดซ้ำทุกครั้งที่ความต้องการบริโภคลดลง แต่หากการขยายตลาด นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และเครือข่ายสหกรณ์เดินหน้าได้จริง วิกฤตนมล้นครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับอุตสาหกรรมโคนมไทยจาก “ขายวัตถุดิบ” ไปสู่ “ขายมูลค่า” อย่างแท้จริง
อ่านข่าวต้นฉบับ: นมล้นตลาด-สต๊อกค้าง 7.3 ล้านกล่อง รัฐเร่งเปลี่ยนจาก ‘ระบายของ’ สู่ ‘สร้างมูลค่า’