ITD ผนึก ESCAP และสถานทูตบังกลาเทศ จัดเวทีหารือผลักดัน FTA ไทย-บังกลาเทศ หลังบังกลาเทศเตรียมพ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุดปี 2029 ทำให้สิทธิภาษี DFQF สิ้นสุดลง ขณะที่ไทย-บังกลาเทศอยู่ระหว่างหารือเชิงสำรวจเพื่อจัดทำกรอบเจรจา หวังปูทางลงนาม FTA ในอนาคต พร้อมชูโอกาสเชื่อมท่าเรือระนอง-จิตตะกอง และแลนด์บริดจ์ไทย ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เสริมบทบาทอ่าวเบงกอลเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา หรือ ITD ร่วมกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก หรือ ESCAP และสถานทูตบังกลาเทศประจำประเทศไทย จัดการประชุมหัวข้อ “Enhancing Bangladesh–Thailand Economic Engagement: Challenges, Opportunities, and the Way Forward in the Future Free Trade Agreement (FTA)” ณ United Nations Conference Centre
การประชุมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการค้า การลงทุน และแนวทางพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและบังกลาเทศ โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วม
ที่ประชุมเห็นพ้องว่า ความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-บังกลาเทศในระยะยาว ทั้งด้านการค้า การลงทุน โลจิสติกส์ และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างเอเชียใต้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นางอาร์มิดา ซัลเซียะฮ์ อาลิสจะฮ์บานา เลขาธิการบริหาร ESCAP กล่าวว่า ESCAP ให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน รวมถึงการสนับสนุนด้านวิชาการ เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศสามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการประสานกฎระเบียบและมาตรฐานทางการค้าระหว่างประเทศ
ด้านนายฟัยยาซ มูรชิด กาซี เอกอัครราชทูตบังกลาเทศประจำประเทศไทย และนายอับดุล ราฮิม คาน Additional Secretary กระทรวงพาณิชย์บังกลาเทศ ระบุว่า บังกลาเทศกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวพ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด หรือ LDC ภายในปี 2029 จึงเร่งขยายเครือข่าย FTA กับประเทศคู่ค้า เพื่อรักษาความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระยะยาว
บังกลาเทศมองว่าไทยเป็นหุ้นส่วนสำคัญที่มีศักยภาพในการต่อยอดความร่วมมือทั้งด้านการค้า การลงทุน และบริการสมัยใหม่ เช่น การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ สินค้าอุปโภคบริโภค และบริการสุขภาพ
นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการ ITD กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างไทยและบังกลาเทศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านการค้า แต่ยังครอบคลุมการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย ITD พร้อมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการพัฒนาศักยภาพด้านการค้าและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
นางอุมาพร ฟูตระกูล รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า มูลค่าการค้าระหว่างไทยและบังกลาเทศในปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้การค้าระหว่างสองประเทศยังไม่สมดุล แต่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
ปัจจุบัน ไทยส่งออกวัตถุดิบอุตสาหกรรมไปยังบังกลาเทศ ขณะที่นำเข้าสิ่งทอและอาหารทะเลจากบังกลาเทศ ทั้งนี้ เมื่อบังกลาเทศพ้นสถานะ LDC จะไม่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีแบบ DFQF หรือ Duty-Free Quota-Free จึงเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ทั้งสองฝ่ายเร่งศึกษาความเป็นไปได้ของ FTA
ขณะนี้ ไทยและบังกลาเทศอยู่ระหว่างการหารือเชิงสำรวจ หรือ Exploratory Discussions เพื่อจัดทำกรอบการเจรจาและปูทางสู่การลงนาม FTA ในอนาคตภายในปี 2026
ด้านผู้แทนบังกลาเทศระบุว่า การเตรียมพ้นสถานะ LDC ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศ ทั้งในด้านโครงสร้างเศรษฐกิจและการแข่งขันในตลาดโลก โดยบังกลาเทศได้ลงนาม FTA กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE แล้ว และแสดงความสนใจจัดทำ FTA กับไทย เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจร่วมกันในระยะยาว
บังกลาเทศยังมองว่า ไทยเป็นหุ้นส่วนสำคัญภายใต้นโยบาย Look East Policy และเป็นประตูเชื่อมสู่ตลาดอาเซียน ขณะที่ไทยมีจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมขั้นสูง ระบบสาธารณสุข และธุรกิจบริการสุขภาพ ซึ่งสามารถเกื้อหนุนกับศักยภาพด้านการผลิต แรงงาน และฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ของบังกลาเทศได้
สำหรับความคืบหน้าการเจรจา ทั้งสองประเทศได้ลงนามแสดงเจตจำนงร่วมกันตั้งแต่ปี 2024 และอยู่ระหว่างจัดทำ Scoping Paper เพื่อกำหนดกรอบและประเด็นสำคัญของการเจรจา ทั้งการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การอำนวยความสะดวกทางการค้า และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
ผู้เชี่ยวชาญจาก ESCAP และสถาบันวิชาการของบังกลาเทศนำเสนอผลการศึกษาว่า หากทั้งสองประเทศสามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ได้เต็มรูปแบบ และส่งเสริมการลงทุนจากไทยไปยังบังกลาเทศ จะช่วยเพิ่ม GDP ของบังกลาเทศประมาณ 0.07% ตามแบบจำลอง GTAP
นอกจากนี้ หากมีมาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม มูลค่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศอาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 40% ตามการประเมินของ TINA
อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือข้อจำกัดด้านกฎระเบียบการลงทุน เช่น กฎระเบียบด้านข้อมูล การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ข้อจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติ และกฎหมายเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายแรงงานทักษะ โดยผู้เชี่ยวชาญเสนอให้เปิดเสรีอย่างค่อยเป็นค่อยไปในสาขาที่มีศักยภาพ ควบคู่กับการปฏิรูปกฎระเบียบภายในประเทศ
ที่ประชุมยังเสนอแนวคิด “Unlocking the Bay of Bengal: The 3-Tier FTA Strategy for Thailand–Bangladesh Trade” ประกอบด้วย 3 ระดับ ได้แก่ ระดับทวิภาคีเพื่อแก้ไขอุปสรรคทางภาษี ระดับภูมิภาคผ่านกรอบ BIMSTEC เพื่อผลักดันวิสัยทัศน์ Bangkok Vision 2030 และระดับพหุภาคีผ่านกรอบ RCEP เพื่อเตรียมความพร้อมของบังกลาเทศก่อนพ้นสถานะ LDC และเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลกอย่างยั่งยืน
ด้านโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน ที่ประชุมให้ความสนใจแนวคิดการเชื่อมโยงท่าเรือระนองของไทยกับท่าเรือจิตตะกองของบังกลาเทศ รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ของไทย ซึ่งถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการลดต้นทุนขนส่ง เพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้า และเสริมศักยภาพทางการค้าในภูมิภาคอ่าวเบงกอล
สำหรับด้านการลงทุน ไทยถือเป็นหนึ่งในนักลงทุนสำคัญของบังกลาเทศ โดยส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบร่วมทุนในภาคสิ่งทอ ประมง โครงสร้างพื้นฐาน และสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่ภาคเอกชนมองเห็นโอกาสใหม่ในอุตสาหกรรม EV พลังงาน เทคโนโลยีสารสนเทศ และบริการทางการแพทย์
ที่ประชุมเห็นพ้องว่า ไทยและบังกลาเทศไม่มีประเด็นอ่อนไหวต่อกันที่เป็นอุปสรรคต่อการเจรจา อีกทั้งยังมีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่เกื้อหนุนกันในหลายมิติ จึงถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเร่งเตรียมความพร้อมสู่การจัดทำ FTA เพื่อยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต
อ่านข่าวต้นฉบับ: ไทย-บังกลาเทศเร่งปูทาง FTA เชื่อมอ่าวเบงกอล-อาเซียน รับบังกลาเทศพ้น LDC
