หอการค้าไทย-กกร.-เพื่อนไม่ทน เตรียมเสนอรัฐบาลเดินหน้าแก้คอร์รัปชั่นเชิงโครงสร้าง หลังสำรวจเสียงเอกชน 401 ราย ชี้ปัญหาทุจริตฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุน กระทบขีดแข่งขันประเทศ ด้าน ส.อ.ท.ระบุสินบนคือต้นทุนเศรษฐกิจ ทำราคาสินค้า-บริการสูงขึ้น ขณะที่แบงก์ย้ำ Zero Corruption เป็นฐานสำคัญดึงลงทุน-สร้าง New S-Curve ไทย
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยในงานแถลงผล “การสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ” จัดโดยคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และ “เพื่อนไม่ทน” ว่าการสำรวจครั้งนี้จัดทำจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารและตัวแทนภาคธุรกิจ 401 รายทั่วประเทศ เพื่อสะท้อนมุมมองภาคเอกชนต่อความโปร่งใสของระบบราชการ และนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการในระยะต่อไป
ทั้งนี้ คณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน ได้รวบรวมข้อเสนอจากภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ เสนอรัฐบาลนำไปปฏิบัติจริงในเชิงโครงสร้าง โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่โปร่งใส แข่งขันได้อย่างเป็นธรรม
ที่ผ่านมา คณะทำงานฯ ได้ขับเคลื่อนกรอบการดำเนินงาน “6 ด้าน ต้านทุจริต” ทั้งการปลูกฝังจิตสำนึก การรณรงค์ภาคธุรกิจและประชาชน รวมถึงการจัดเวทีเสวนา “หยุดสแกมเมอร์ ทุนเทา และนอมินี” เพื่อผลักดันให้ประเด็นต่อต้านคอร์รัปชั่นเข้าสู่การรับรู้ของสังคมในวงกว้าง
นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังได้เข้าพบประธาน ป.ป.ท. และประธาน ป.ป.ช. เพื่อเสนอแนวทางลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ เพิ่มการใช้เทคโนโลยี เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และกำหนดกติกาที่เท่าเทียม เพื่อให้การปฏิบัติราชการมีความโปร่งใสมากขึ้น
ขณะเดียวกัน สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ขานรับแนวทางดังกล่าว โดยปรับการทำงานเชิงรุกมากขึ้น ทั้งการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการทำงาน เปิดช่องทางสื่อสารและรับเรื่องร้องเรียนที่เข้าถึงง่าย รวมถึงประชาสัมพันธ์ความคืบหน้าคดีสำคัญให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง
สำหรับวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 คณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน มีกำหนดเข้าพบนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศ
ดร.พจน์ กล่าวว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นให้ยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน โดยผู้พบเห็นการทุจริตหรือการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ สามารถแจ้งเบาะแสผ่านสำนักงาน ป.ป.ช. สายด่วน 1205 สำนักงาน ป.ป.ท. สายด่วน 1206 รวมถึงเครือข่ายภาคประชาชน เช่น ACT, Corruption Watch, แชทฟ้องโกงทันใจ และเพจปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน โดยข้อมูลผู้แจ้งเบาะแสจะได้รับการคุ้มครองและเก็บรักษาเป็นความลับ
นอกจากนี้ ยังเห็นว่าการขับเคลื่อนต่อต้านคอร์รัปชั่น เป็นประเด็นสำคัญที่ไม่ควรถูกเปลี่ยนแปลง ไม่ว่ารัฐบาลหรือผู้มีอำนาจชุดใดเข้ามาบริหารประเทศ เนื่องจากปัญหาคอร์รัปชั่นสร้างความเสียหายต่อภาพรวมทั้งระบบเศรษฐกิจ สังคม ประชาชน รวมถึงเยาวชนในอนาคต หากปล่อยให้เกิดพฤติกรรมดังกล่าวจนกลายเป็นเรื่องปกติ
ทั้งนี้ ระบุว่าปัญหาคอร์รัปชั่นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภายในประเทศ แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกรอบการเจรจาการค้า ซึ่งประเด็นคอร์รัปชั่นปรากฏอยู่ในหลายเงื่อนไขสำคัญ รวมถึงการหารือกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น เวิลด์แบงก์ และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ OECD
ขณะเดียวกัน รัฐบาลเองได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยนายกรัฐมนตรีเคยแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และกล่าวถึงการยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ CPI หลายครั้ง สะท้อนว่าปัญหาดังกล่าวเป็นวาระที่ต้องเร่งผลักดันอย่างจริงจัง
สิ่งที่กำลังขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้ สังคมไทยและสังคมโลกต่างรับรู้แล้ว ทั้งสื่อต่างประเทศ สถานทูต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสิ่งสำคัญคือไทยต้องลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง หากทำได้จริง ความเชื่อมั่นจะค่อย ๆ ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนยอมรับว่าไม่มีอำนาจโดยตรงในการดำเนินการเชิงบังคับใช้ แต่สามารถเชื่อมโยงกิจกรรม เสนอแนวทาง และผลักดันข้อเสนอไปยังรัฐบาล โดยในระยะต่อไปจะมีข้อเสนอเพิ่มเติมเสนอต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนให้ชัดเจนขึ้น
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้สื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญในการเปิดเผยและติดตามข้อมูลด้านคอร์รัปชั่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนรับรู้ปัญหาอย่างกว้างขวาง พร้อมระบุว่า ข่าวเกี่ยวกับการต่อต้านคอร์รัปชั่นถือเป็นข่าวสำคัญต่ออนาคตของประเทศ เพราะเกี่ยวข้องกับความสามารถในการแข่งขัน ความเชื่อมั่น และคุณภาพสังคมในระยะยาว
รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง และภาคเอกชนพร้อมเดินหน้าผลักดันข้อเสนอร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป
นายรัฐไกร ลิ้มศิริตระกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้ดูแลงานด้านกฎหมายของสภาอุตสาหกรรมฯ กล่าวถึงบทบาทของภาคอุตสาหกรรมต่อการแก้ปัญหาทุจริตและคอร์รัปชั่นว่า สภาอุตสาหกรรมฯ มองปัญหาการทุจริต การเรียกรับสินบน เป็น “ต้นทุนทางเศรษฐกิจ” ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการประกอบธุรกิจ การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ทั้งนี้ ต้นทุนดังกล่าวไม่ได้กระทบเฉพาะภาคเอกชนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนกลับไปสู่ประชาชนผ่านราคาสินค้าและบริการที่สูงขึ้น โดยมีผลการศึกษาพบว่า ในบางประเทศ หากสามารถปรับแก้ปัญหาการทุจริตและการเรียกรับสินบนได้อย่างจริงจัง ราคาสินค้าและบริการอาจลดลงได้มากถึง 20-30% ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเมื่อต้องแข่งขันกับประเทศที่มีต้นทุนการทำธุรกิจต่ำกว่าไทย
สำหรับสาเหตุสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เห็นว่าเป็นประเด็นหลัก คือ โครงสร้างกฎหมายและกฎระเบียบของประเทศ ทั้งปัญหากฎหมายมีจำนวนมากเกินไป กฎหมายล้าสมัย และกฎหมายที่ไม่มีคุณภาพเพียงพอ เปิดช่องให้มีการตีความอย่างกว้างขวาง
“เมื่อกฎหมายเปิดโอกาสให้ตีความได้มาก ก็เปิดช่องให้เกิดการใช้ดุลพินิจ และนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่นได้ง่าย” รองประธานสภาอุตสาหกรรมฯ กล่าว
สภาอุตสาหกรรมฯ ในฐานะสมาชิก กกร. และคณะทำงาน Zero Corruption กกร. ยืนยันพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการผลักดันมาตรการต่าง ๆ โดยเฉพาะการปฏิรูปกฎหมาย เพื่อลดช่องว่างที่นำไปสู่การทุจริต และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การแถลงผลในครั้งนี้ไม่ควรจบเพียงการรับทราบข้อมูล แต่ควรนำข้อมูลไปต่อยอดสู่การแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายและการปฏิรูปเชิงระบบอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
นายวรกฤต จารุวงศ์ภัค เลขาธิการ สมาคมธนาคารไทย กล่าวถึงปัญหาคอร์รัปชั่น ว่าเป็นปัจจัยที่มีผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังเติบโตอยู่ในระดับต่ำ การพัฒนาประเทศจึงจำเป็นต้องอาศัยการผลักดันโครงการสำคัญในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
ทั้งนี้ ภาคเอกชน 3 สถาบัน เห็นว่าการผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายภายใต้โครงการ Reinvent Thailand รวมถึงการสร้าง New S-Curve ใหม่ จำเป็นต้องอาศัยความเชื่อมั่นจากนักลงทุน ทั้งนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่กระทบต่อความเชื่อมั่น คือ ปัญหาคอร์รัปชั่น ซึ่งทำให้การขับเคลื่อนแนวทาง Zero Corruption เป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
ข้อมูลที่มีการแถลงในครั้งนี้ควรเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้ปัญหาคอร์รัปชั่นลดลงอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงการรับทราบข้อมูลเท่านั้น อย่างไรก็ดี ยืนยันว่าภาคธนาคารให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว และพร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนการลดคอร์รัปชั่นให้เกิดผลในทางปฏิบัติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว
อ่านข่าวต้นฉบับ: เอกชนจี้รัฐลุยแก้คอร์รัปชั่น ชี้สินบนดันต้นทุนธุรกิจ กระทบลงทุน-ราคาสินค้า
