ผลสำรวจภาคเอกชน 401 ตัวอย่างทั่วประเทศ สะท้อนปัญหาคอร์รัปชั่นภาครัฐยังเป็นต้นทุนสำคัญของการทำธุรกิจ 58.8% ระบุเป็นอุปสรรคมากถึงอย่างมาก ขณะที่ 51.2% มองสถานการณ์แย่ลงเมื่อเทียบ 3 ปีก่อน เสนอรัฐเร่งดันระบบดิจิทัล-เปิดข้อมูลสัญญา-ปฏิรูปกฎหมาย ลดช่องใช้ดุลพินิจ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ จัดทำภายใต้โครงการ “คนไทยไม่ทนคอร์รัปชั่น” สำรวจภาคธุรกิจ 401 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม-10 เมษายน 2569 พบว่า ภาคธุรกิจยังมองปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 30.8% ระบุว่าเป็นอุปสรรคมาก และ 28.0% ระบุว่าเป็นอุปสรรคอย่างมาก รวมเป็น 58.8% ขณะที่อีก 30.3% มองว่าเป็นอุปสรรคปานกลาง
เมื่อประเมินแนวโน้มคอร์รัปชั่นเทียบกับช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการ 48.5% เห็นว่าสถานการณ์ “เท่าเดิม” ขณะที่ 27.5% ระบุว่า “แย่ลงมาก” และ 23.7% ระบุว่า “แย่ลง” รวมกลุ่มที่มองว่าสถานการณ์แย่ลง 51.2% ส่วนผู้ที่มองว่าดีขึ้นมีเพียง 0.3%
ในด้านความยุ่งยากในการติดต่องานกับหน่วยงานราชการ ผู้ตอบ 51% ระบุว่าเพิ่มขึ้น 42% ระบุว่าคงเดิม มีเพียง 3% ที่มองว่าลดลง และ 4% ไม่ทราบ สะท้อนว่าระบบราชการยังเป็นภาระต้นทุนเวลาและต้นทุนแฝงของภาคธุรกิจ
ผลสำรวจยังระบุว่า ในการขออนุญาตหรือใบอนุมัติจากหน่วยงานภาครัฐ “ครั้งล่าสุด” มีผู้ตอบ 60.9% ที่เคยพบสัญญาณการสื่อหรือบอกเป็นนัยให้ต้องให้ของกำนัล เงิน หรือผลประโยชน์อื่น เพื่อให้กระบวนการดำเนินไปอย่างราบรื่นหรือรวดเร็วขึ้น แบ่งเป็นสื่อเป็นนัยเล็กน้อย 25.4% สื่อเป็นนัยค่อนข้างชัดเจน 10.2% สื่อหรือร้องขออย่างชัดเจน 17.2% และเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ 8.1%
ขณะเดียวกัน 45.9% ของผู้ตอบระบุว่า เคยต้องให้เงิน ของขวัญ หรือผลประโยชน์อื่นแก่เจ้าหน้าที่รัฐเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน โดยรูปแบบที่พบมากที่สุดคือ “เงินสด” 46.6% รองลงมาคือ ของขวัญ/เลี้ยงรับรอง 23.1% การร้องขอในรูปแบบบริจาคหรือสปอนเซอร์ 18.7% และการให้จ้างผู้รับเหมาช่วงหรือที่ปรึกษารายใดรายหนึ่งโดยเฉพาะ 3.8%
สำหรับ “ค่าความสะดวก” หรือ “เงินหล่อลื่น” ผู้ตอบ 29.4% เห็นว่ามีผลปานกลางต่อการทำให้กระบวนการกับหน่วยงานรัฐเสร็จเร็วขึ้น 20.8% เห็นว่ามีผลมาก และ 2.1% เห็นว่ามีผลอย่างมาก ขณะที่ 26.6% ระบุว่าไม่มีผลเลย
ในส่วนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ผลสำรวจพบว่า ในการประกวดราคาครั้งล่าสุด สัญญาณที่พบมากที่สุดคือ ไม่พบสัญญาณผิดปกติ 36.4% แต่ยังมีผู้ตอบ 27.3% ระบุว่ามีการติดต่อจากบุคคลที่อ้างว่าสามารถ “ช่วยให้ชนะ” ได้ และอีก 27.3% ระบุว่าได้รับ “ใบ้” ว่าควรใช้ตัวกลางหรือที่ปรึกษาบางราย ขณะที่ 9.1% พบกรณีเปลี่ยนเงื่อนไขหรือกำหนดส่งงานในช่วงท้าย และ 9.1% พบ TOR ระบุคุณสมบัติหรือยี่ห้อเฉพาะเจาะจงจนเหลือผู้แข่งขันน้อย
เมื่อถามถึงช่องทางหรือกระบวนการที่มีความเสี่ยงต่อการเรียกรับเงิน ของขวัญ หรือผลประโยชน์พิเศษมากที่สุด อันดับ 1 คือ การขอใบอนุญาตหรือการอนุมัติจากหน่วยงานภาครัฐ 67.3% รองลงมาคือ การตรวจสอบหรือการกำกับดูแลจากเจ้าหน้าที่รัฐ 40.2% กระบวนการด้านภาษีหรือการตรวจสอบภาษี 36.9% การต่ออายุใบอนุญาตหรือขอแก้ไขเงื่อนไขต่าง ๆ 26.1% และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างหรือประกวดราคาของภาครัฐ 26.1%
ผลสำรวจยังชี้ว่า เมื่อกิจการในอุตสาหกรรมเดียวกันทำธุรกิจกับภาครัฐ 43.0% เชื่อว่าต้องจ่ายเงินเพิ่มพิเศษแก่ข้าราชการเพื่อให้ได้สัญญา ขณะที่ 37.3% ระบุว่าไม่จ่าย และ 19.7% ไม่ทราบ โดยในกลุ่มที่ระบุว่ามีการจ่าย พบสัดส่วนการจ่ายส่วนใหญ่ 11-15% ของมูลค่างาน คิดเป็น 37.8% รองลงมาคือ 6-10% คิดเป็น 32.4% และ 1-5% คิดเป็น 20.9%
ด้านเหตุผลหลักที่ภาคธุรกิจยอมจ่ายสินบน อันดับ 1 คือ ขั้นตอนการติดต่อมีความซับซ้อน 29.1% รองลงมาคือ กฎหมายหรือระเบียบเปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจมากเกินไป 25.0% และเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดจากการทำผิดระเบียบ 18.8%
อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังไม่มั่นใจต่อระบบร้องเรียนของรัฐ โดย 43.7% ระบุว่า หากพบการเรียกรับผลประโยชน์ “ไม่กล้าร้องเรียนเลย” และอีก 12.8% ค่อนข้างไม่กล้าร้องเรียน รวมเป็น 56.5% ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อช่องทางร้องเรียน หรือ Whistleblowing ของรัฐ พบว่า 52.3% ไม่มั่นใจเลย มีเพียง 11.1% ที่มั่นใจมาก
สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบาย มาตรการที่ภาคเอกชนเห็นว่าจะช่วยลดปัญหาคอร์รัปชั่นในการดำเนินธุรกิจได้มากที่สุด คือ การใช้ระบบดิจิทัล หรือ E-Government/E-Procurement เพื่อลดการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ประกอบการ 16.0% รองลงมาคือ เพิ่มบทลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตให้รุนแรงและบังคับใช้จริง 15.3% เพิ่มบทลงโทษบริษัทเอกชนที่ให้สินบน 14.2% และเพิ่มความโปร่งใสของกระบวนการอนุญาตและจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ 11.5%
ส่วนมาตรการที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญเพื่อ “ถอนรากถอนโคน” ปัญหาสินบนและการทุจริต อันดับ 1 คือ การปฏิรูปกฎหมายลดขั้นตอน หรือ Regulatory Guillotine 26.5% รองลงมาคือ การเปิดเผยข้อมูลสัญญาแบบเชิงรุก หรือ Open Contracting 22.5% และการใช้ระบบ Digital Interface 100% คิดเป็น 19.5%
รายงานเสนอแนวทางให้หน่วยงานรัฐเปิดเผยข้อมูลโครงการและงบประมาณในรูปแบบที่ประชาชนตรวจสอบได้โดยไม่ต้องรอการร้องขอ ปรับงานบริการและการขออนุญาตเข้าสู่ระบบออนไลน์ ลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน ปรับปรุงช่องทางร้องเรียนให้ปลอดภัยและปกปิดตัวตนผู้แจ้ง รวมถึงเปิดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างหรือโครงการที่มีผลกระทบสูง เพื่อสร้างกลไกถ่วงดุลและเพิ่มความโปร่งใสในระบบราชการ
นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น กล่าวว่า จากการที่ภาคเอกชนต้องติดต่อกับหน่วยงานภาครัฐ ทั้งหน่วยงานที่มีอำนาจอนุมัติ อนุญาต หรือหน่วยงานให้บริการ พบว่าแทบทุกแห่งมีปัญหาการเรียกรับสินบนเกิดขึ้น เพียงแต่ระดับความรุนแรงมากน้อยแตกต่างกันไป
ทั้งนี้ หน่วยงานจำนวน 26 แห่งที่ปรากฏชื่อในการสำรวจ ถือเป็นกลุ่มหน่วยงานที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดคอร์รัปชั่นและการเรียกรับสินบน โดยข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า สิ่งที่ประชาชนและนักธุรกิจพูดกันมาโดยตลอดว่า มีการเรียกรับสินบนนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง
อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อโจมตีหรือประณามหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องการตีแผ่ข้อเท็จจริงให้สังคม หน่วยงานภาครัฐ และรัฐบาลรับรู้ร่วมกัน เพื่อพุ่งเป้าไปที่การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น และลดอุปสรรคในการทำธุรกิจของประเทศ
ประเด็นสำคัญคือ รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่าจะลดปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างไร เพื่อสร้างการยอมรับและความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ทั้งนักลงทุนไทยและต่างประเทศ เพราะปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภายในประเทศ แต่ต่างชาติก็รับรู้เช่นเดียวกัน และสะท้อนผ่านดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ CPI รวมถึงผลสำรวจสถานการณ์คอร์รัปชั่นต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
ผู้บริหารสูงสุดของแต่ละหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นอธิบดีหรือหัวหน้าหน่วยงาน ควรตระหนักและรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในหน่วยงานของตนเอง ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ว่าเหตุใดจึงปล่อยให้การเรียกรับสินบนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ขอให้หน่วยงานตรวจสอบที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พุ่งเป้าตรวจสอบหน่วยงานที่มีความเสี่ยงสูงอย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อให้เกิดการแก้ไขอย่างจริงจัง
หากสังคมยังพูดถึงปัญหาคอร์รัปชั่นแต่ไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้ ประเทศจะถดถอยลงเรื่อย ๆ ดังนั้น ทุกหน่วยงานจำเป็นต้องเปิดใจรับฟังและยอมรับข้อเท็จจริง เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา
นอกจากนี้ คณะทำงาน Zero Corruption กกร. และเพื่อนไม่ทน ขอเชิญชวนภาคเอกชนและประชาชนทุกคน หากพบเห็นการเรียกรับสินบนหรือการทุจริต ให้ร้องเรียนผ่านช่องทางที่ปลอดภัย โดยสามารถใช้แอปพลิเคชัน DAI ผ่านระบบ “Corruption Boss” หรือ “แชทฟ้องโกงทันใจ” ซึ่งสามารถแจ้งพฤติกรรม สถานที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ โดยไม่จำเป็นต้องระบุชื่อ-นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ หรือเลขบัตรประชาชน
ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ท. ได้รับปากว่าจะนำข้อมูลร้องเรียนดังกล่าวไปตรวจสอบต่อไป ซึ่งถือเป็นช่องทางสำคัญในการลดความกังวลของผู้ร้องเรียน โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่ที่ผ่านมาเกินกว่าครึ่งไม่กล้าร้องเรียน เพราะกลัวได้รับผลกระทบ ถูกคุกคาม หรือไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้
“ถ้าอยากเห็นประเทศไทยปลอดคอร์รัปชั่นและมีความโปร่งใส ต้องเริ่มต้นร่วมกัน เรียกรับขอให้ร้อง ร้องอย่างปลอดภัยผ่าน Corruption Boss และแชทฟ้องโกงทันใจ เพื่อให้ปัญหานี้ปรากฏชัดและนำไปสู่การแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
อ่านข่าวต้นฉบับ: โพลชี้คอร์รัปชั่นยังฉุดธุรกิจ 58.8% จี้รัฐเร่ง E-Government ลดเผชิญหน้าเจ้าหน้าที่
