SPCG เปิดผลงานไตรมาส 1/2569 มีรายได้รวม 419.9 ล้านบาท กำไรสุทธิ 118.4 ล้านบาท EBITDA 302.4 ล้านบาท ชี้ธุรกิจโซลาร์ฟาร์ม 36 โครงการยังสร้างรายได้ต่อเนื่อง แม้หมด Adder พร้อมเดินหน้ารุกตลาดโซลาร์รูฟบ้านพักอาศัย รับแรงหนุนนโยบายรัฐลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท และรับซื้อไฟคืนหน่วยละ 2.20 บาท
นางสาวออมสิน ศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทมีรายได้รวม 419.9 ล้านบาท กำไรสุทธิ 118.4 ล้านบาท และมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา หรือ EBITDA อยู่ที่ 302.4 ล้านบาท สะท้อนฐานะธุรกิจและกระแสเงินสดที่ยังมั่นคง
ทั้งนี้ แม้โครงการโซลาร์ฟาร์มของบริษัทจะสิ้นสุดระยะเวลาการรับเงินสนับสนุนส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า หรือ Adder แล้ว แต่ยังสามารถจำหน่ายไฟฟ้าได้ตามปกติในราคาขายส่ง หรือ Wholesale Tariff ซึ่งยังเป็นอัตราที่สร้างผลตอบแทนได้ต่อเนื่อง
นางสาวออมสินกล่าวว่า ธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มในประเทศทั้ง 36 โครงการ หรือ 36 SPVs ยังคงเป็นธุรกิจหลักของบริษัท โดยไตรมาส 1/2569 ปริมาณการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า หรือ Energy Output เติบโตขึ้นทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
ปัจจัยหลักมาจากการยกระดับกลยุทธ์บริหารจัดการโรงไฟฟ้า มุ่งเน้นการบำรุงรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการควบคุมค่าใช้จ่าย เพื่อให้ระบบผลิตไฟฟ้าทำงานได้เต็มศักยภาพ โดยปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายผลิตไฟฟ้าที่ 373.3 ล้านหน่วย ขณะที่ไตรมาสแรกสามารถผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าได้สูงกว่าระดับ P50 ถึง 20%
สำหรับทิศทางธุรกิจในปีนี้ SPCG มองเห็นโอกาสเติบโตในตลาดโซลาร์รูฟ หรือ Solar Rooftop สำหรับภาคประชาชน โดยมีแรงสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ อาทิ มาตรการหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุด 200,000 บาท และนโยบายรับซื้อไฟฟ้าคืนในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย ซึ่งช่วยผลักดันตลาดโซลาร์รูฟในภาคครัวเรือนให้ขยายตัวชัดเจนขึ้น
ปัจจุบัน บริษัทอยู่ระหว่างเตรียมแผนการลงทุนผ่านบริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ รูฟ จำกัด หรือ SPR ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ SPCG ถือหุ้น 100% และได้เริ่มนำร่องติดตั้งระบบโซลาร์รูฟให้กับลูกค้าบางกลุ่มแล้ว โดยบริษัทเตรียมประกาศแผนธุรกิจอย่างเป็นทางการเร็ว ๆ นี้
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมธุรกิจยังต้องติดตามความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน และภาวะขาดแคลนอุปกรณ์สำคัญในห่วงโซ่อุปทาน เช่น แผงเซลล์แสงอาทิตย์ และเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า หรือ Inverter โดย SPCG ได้เตรียมแผนบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุน และสำรองอุปกรณ์ไว้ล่วงหน้าบางส่วนแล้ว
นางสาวออมสินกล่าวว่า ในด้านการแข่งขัน SPR จะไม่เน้นการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และความคุ้มค่าระยะยาว โดยใช้การออกแบบระบบเฉพาะราย หรือ Customized Design เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าสูงสุด และตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าแต่ละราย
บริษัทวางตำแหน่ง SPR เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโซลาร์รูฟที่เน้นมาตรฐานวิศวกรรม ความปลอดภัย และบริการหลังการขาย ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญในการสร้างความแตกต่างในตลาด และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนในระยะยาว
อ่านข่าวต้นฉบับ: SPCG โชว์กำไรไตรมาสแรก 118 ล้าน ลุยโซลาร์รูฟบ้าน รับมาตรการลดหย่อนภาษี