บางจากฯ เปิดผลงานไตรมาส 1/2569 รายได้ 142,528 ล้านบาท EBITDA 17,795 ล้านบาท กำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 6,144 ล้านบาท หลังโรงกลั่นเดินเครื่องเฉลี่ย 279,800 บาร์เรลต่อวัน ยอดจำหน่ายน้ำมันรวมแตะ 3,700 ล้านลิตร สูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมเร่งบริหารซัพพลายน้ำมันรับแรงกดดันตะวันออกกลาง-ช่องแคบฮอร์มุซ คาดทยอยรับผลกระทบต้นทุนขนส่ง-ประกันภัยตั้งแต่ไตรมาส 2
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 กลุ่มบริษัทบางจากมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 142,528 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มี EBITDA 17,795 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 94% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
บริษัทมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ ไม่รวมรายการพิเศษ 953 ล้านบาท และหากรวมรายการพิเศษในไตรมาสนี้ มีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 6,144 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 4.17 บาท
นายชัยวัฒน์กล่าวว่า แม้ตลาดพลังงานโลกตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เผชิญความผันผวนจากความตึงตัวของอุปทานและความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่กลุ่มบริษัทบางจากยังสามารถรักษาความต่อเนื่องในการจัดหาและส่งมอบพลังงานของประเทศได้ โดยบริษัทจัดหาน้ำมันดิบคุณภาพจากหลายภูมิภาคทั่วโลก ทำให้ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางอยู่ในระดับจำกัดในไตรมาสแรก
อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันดิบ ส่วนต่างราคาน้ำมันดิบ หรือ Crude Premium ต้นทุนค่าขนส่ง และค่าประกันภัยปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนความเสี่ยงจากภาวะสงคราม หรือ War Risk Premium ซึ่งบริษัทจะทยอยรับรู้ผลกระทบตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ บริษัทได้เร่งจัดหาน้ำมันดิบเพิ่มเติม รวมถึงจัดหาจากแหล่งใหม่ เพื่อรักษาอัตราการกลั่นและรองรับความต้องการใช้พลังงานในประเทศ โดยปัจจุบันจัดหาน้ำมันดิบไว้แล้วถึงเดือนกรกฎาคม 2569 พร้อมติดตามสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับแผนการดำเนินงานและบริหารต้นทุนให้เหมาะสม
บริษัทได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือผู้บริโภค อาทิ เริ่มจำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 เป็นทางเลือกสำหรับภาคขนส่ง ภาคประมง และภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับโครงการ “Fry to Fly – 2 ลิตร แลก 1 ลิตร” ภายใต้แนวคิด “น้ำมันครัวแลกน้ำมันรถ” เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ
นอกจากนี้ บริษัทได้รับเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาด 700,000 บาร์เรล ซึ่งเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัยเข้าสู่ท่าเรือโรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชาตามแผน รวมถึงสนับสนุนการจัดหาวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิตน้ำมันอากาศยานยั่งยืน หรือ Sustainable Aviation Fuel (SAF) ซึ่งเริ่มดำเนินการผลิตและมีกำหนดส่งมอบผลิตภัณฑ์ครั้งแรกภายในเดือนพฤษภาคม 2569
นายชัยวัฒน์กล่าวว่า กลุ่มบริษัทบางจากยังรับรู้ผลจากความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง หรือ Recurring Synergy และผลประโยชน์จากการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงกลั่นน้ำมัน 2 แห่ง รวมประมาณ 2,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่ 1,800 ล้านบาท จากการบริหารการจัดหาและสั่งซื้อน้ำมันดิบ รวมถึงการบริหารกำลังการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชา
ขณะเดียวกัน บริษัทขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศผ่านการเข้าทำสัญญาซื้อขายหุ้น Chevron Hong Kong Limited หรือ CHK ในสัดส่วน 100% ซึ่งประกอบด้วยสถานีบริการน้ำมัน 31 แห่ง พร้อมคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือ เพื่อสนับสนุนธุรกิจโรงกลั่น การค้าน้ำมัน และธุรกิจการตลาดระยะยาว รวมถึงรองรับการพัฒนาธุรกิจน้ำมันเรือเดินสมุทรแบบครบวงจร โดยคาดว่าธุรกรรมจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2569
นางสาวภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นมี EBITDA 10,245 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% จากไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเพิ่มกำลังการผลิตเฉลี่ยขึ้นสู่ระดับ 279,800 บาร์เรลต่อวัน และค่าการกลั่นพื้นฐานปรับขึ้นมาอยู่ที่ 18.57 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ตาม Crack Spread ของผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานที่เพิ่มขึ้นจากภาวะอุปทานตึงตัวในเดือนมีนาคม
นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ รับรู้ Inventory Gain เทียบเท่า 8,299 ล้านบาท ตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นในเดือนมีนาคม
สำหรับธุรกิจการตลาด มี EBITDA 1,563 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% จากไตรมาสก่อน โดยมีปริมาณจำหน่ายน้ำมันรวมสูงสุด 3,700 ล้านลิตร จากการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกตามความต้องการใช้น้ำมันที่เร่งตัวขึ้น จากความกังวลต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันและภาวะขาดแคลนน้ำมัน ส่วนตลาดอุตสาหกรรมมีปริมาณจำหน่ายใกล้เคียงไตรมาสก่อน และได้รับปัจจัยบวกจากผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเรือเดินสมุทร หรือ Marine Fuels
ณ สิ้นไตรมาส บริษัทมีสถานีบริการรวม 2,217 สถานี จุดชาร์จ EV กว่า 592 สถานี มีส่วนแบ่งตลาดผ่านสถานีบริการ 27.7% และมีส่วนแบ่งตลาดน้ำมันพรีเมียม 18.6% พร้อมเริ่มจำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 ผ่านเครือข่ายสถานีบริการ 40 สถานี ขณะที่ธุรกิจ Retail Experience มีร้านกาแฟอินทนิลรวม 1,187 สาขา
ธุรกิจพลังงานชีวภาพมี EBITDA 408 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 68% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 42% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปริมาณจำหน่ายเอทานอลและไบโอดีเซลที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้พลังงาน รวมถึงมาตรการภาครัฐที่ปรับเพิ่มสัดส่วนผสมน้ำมันดีเซลพื้นฐานจาก B5 เป็น B7
ส่วนกลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน มี EBITDA 266 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ปริมาณซื้อขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันลดลงจากธุรกรรมภายนอกกลุ่มบริษัทบางจาก หรือ Out-Out ที่ชะลอตัวจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ปริมาณซื้อขายภายในกลุ่มยังขยายตัวตามกำลังการกลั่นที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมันได้ร่วมกับ Quantum Global Group จัดทำสัญญาเช่าเรือระยะยาว หรือ Vessel Time Charter Contract เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการ ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และต่อยอดรายได้จาก Freight Trading
กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติมี EBITDA 4,308 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% จากไตรมาสก่อน จากราคาขายเฉลี่ยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ปรับเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์พลังงานโลกและความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในช่วงฤดูหนาว รวมถึงปริมาณการผลิตและจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายมากกว่ากำลังผลิตตามสัญญา หรือ Overlift ของแหล่ง Brage และ Draugen รวมถึงการเริ่มผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของหลุมผลิต Talisker East ในแหล่ง Brage ตั้งแต่เดือนมกราคม
ขณะที่กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานมี EBITDA 1,396 ล้านบาท ลดลง 12% จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้น 55% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำและโรงไฟฟ้าพลังงานลม Monsoon ใน สปป.ลาว ได้รับผลกระทบจากปัจจัยฤดูกาล ส่วนโครงการคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือในไทยมีปริมาณใช้ถังเก็บน้ำมันใกล้เคียงไตรมาสก่อนจากสัญญาเช่าแบบคงที่ แต่ปริมาณใช้ท่อขนถ่ายน้ำมันลดลงตามการใช้บริการของลูกค้า
สำหรับธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในสหรัฐ บริษัทรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม 642 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากฤดูหนาวและจำนวนวันปิดซ่อมบำรุงที่ลดลง ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในไทยมีรายได้รวมสูงขึ้นจากปริมาณจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และมีการรับโอนหุ้นโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา ขนาดกำลังผลิต 17.5 เมกะวัตต์ ขณะที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในไทยมีปริมาณจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากกำลังลมที่สูงขึ้น
ด้านฐานะการเงิน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 กลุ่มบริษัทบางจากมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 23,788 ล้านบาท และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 0.91 เท่า พร้อมคงอันดับเครดิตองค์กรและตราสารหนี้ของบริษัทที่ระดับ “A+” แนวโน้มอันดับเครดิต “คงที่” หรือ Stable จากทริสเรทติ้ง
อ่านข่าวต้นฉบับ: บางจากฯกำไร Q1 พุ่ง 6.1 พันล้าน รับค่าการกลั่นฟื้น-ยอดขายน้ำมันสูงสุด 3.7 พันล้านลิตร