กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผย 4 เดือนแรกปี 2569 คำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในไทยรวม 25,537 คำขอ เพิ่มขึ้น 10.30% ขณะที่ยอดรับจดทะเบียนรวม 19,684 ฉบับ/รายการ เพิ่มขึ้น 12.86% สะท้อนผู้ประกอบการไทย-ต่างชาติให้ความสำคัญกับ IP มากขึ้น พร้อมเร่งใช้ AI-Fast Track ยกระดับระบบคุ้มครองสิทธิ รองรับการค้าการลงทุน
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ในการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IP เป็นกลไกเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถแข่งขันและสร้างรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างเป็นระบบ
ทั้งนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้กรมเร่งยกระดับศักยภาพและสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ควบคู่กับการพัฒนาระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับความต้องการใช้ประโยชน์จาก IP ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
สำหรับช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 หรือเดือนมกราคม-เมษายน มีการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในไทย ได้แก่ เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ รวม 25,537 คำขอ เพิ่มขึ้น 10.30% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มี 23,153 คำขอ
ขณะที่สถิติการรับจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในไทยช่วง 4 เดือนแรกปี 2569 เพิ่มขึ้นทุกประเภท โดยกรมรับจดทะเบียนรวม 19,684 ฉบับ/รายการ เพิ่มขึ้น 12.86% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มี 17,441 ฉบับ/รายการ
ส่วนลิขสิทธิ์ แม้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้รับความคุ้มครองทันทีเมื่อมีการสร้างสรรค์ โดยไม่ต้องจดทะเบียน แต่เจ้าของผลงานสามารถแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ไว้กับกรมได้ โดยช่วง 4 เดือนแรกปี 2569 มีการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ 5,523 รายการ เพิ่มขึ้น 8.85% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 5,074 รายการ
นางอรมนกล่าวว่า หากแยกตามประเภททรัพย์สินทางปัญญา พบว่า เครื่องหมายการค้ามีการยื่นคำขอสูงสุด 18,761 คำขอ เพิ่มขึ้น 12.15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกลุ่มสินค้าและบริการที่ยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอนามัย การรักษาโรค และสมุนไพรที่ใช้ในทางการแพทย์ 2,371 คำขอ ขยับจากอันดับ 3 ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 สะท้อนเทรนด์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น
รองลงมา ได้แก่ บริการด้านค้าปลีก การขาย และการตลาด 2,069 คำขอ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและความงาม 1,977 คำขอ เครื่องมือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 1,600 คำขอ และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพืช ธัญพืช เครื่องปรุงแต่งกลิ่นและรสอาหาร 1,273 คำขอ โดยผู้ยื่นคำขอเป็นคนไทย 54% และต่างชาติ 46%
สำหรับผู้ยื่นคำขอเครื่องหมายการค้ามากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท ฟ็อกซ์ ฟอร์มูเลท จำกัด 160 คำขอ บริษัท ไดมิเทค (ประเทศไทย) จำกัด 140 คำขอ บริษัท บอร์น อโกรไซเอนซ์ จำกัด 136 คำขอ บริษัท เอสทีม อินเตอร์เทรด จำกัด 80 คำขอ ซึ่งทั้ง 4 อันดับแรกเป็นบริษัทด้านเคมีเกษตรครบวงจรของไทย และบริษัท เยติ คูลเลอร์, แอลแอลซี จากสหรัฐอเมริกา 53 คำขอ โดยช่วง 4 เดือนแรกปี 2569 มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า 14,349 เครื่องหมาย เพิ่มขึ้น 4.71%
ด้านสิทธิบัตรการประดิษฐ์ มีการยื่นคำขอ 2,984 คำขอ เพิ่มขึ้น 9.14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กลุ่มนวัตกรรมที่ยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด ได้แก่ ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ 358 คำขอ ตามด้วยนวัตกรรมด้านการสื่อสาร 261 คำขอ นวัตกรรมแอนติบอดี้และยาชีววัตถุ 116 คำขอ เทคโนโลยีชีวภาพที่เกี่ยวกับแอนติบอดีเอนไซม์ 64 คำขอ และวัสดุเหล็กกล้า 62 คำขอ
สัดส่วนผู้ยื่นคำขอสิทธิบัตรการประดิษฐ์เป็นคนไทย 14% และต่างชาติ 86% โดยผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรกเป็นต่างชาติทั้งหมด ได้แก่ ควอลคอมม์ อินคอร์ปอเรเต็ด จากสหรัฐอเมริกา 115 คำขอ โตโยต้า จิโดชา คาบูชิกิ ไคชา จากญี่ปุ่น 103 คำขอ นิปปอน สตีล คอร์ปอเรชั่น จากญี่ปุ่น 60 คำขอ ซินเจนต้า ครอป โพรเท็คชั่น เอจี จากสวิตเซอร์แลนด์ 53 คำขอ และเจเอฟอี สตีล คอร์ปอเรชั่น จากญี่ปุ่น 45 คำขอ โดยมีการจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ 1,929 ฉบับ เพิ่มขึ้น 18.56%
ขณะที่อนุสิทธิบัตร มีการยื่นคำขอ 1,806 คำขอ เพิ่มขึ้น 17.12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กลุ่มนวัตกรรมที่ยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม 197 คำขอ ยาสมุนไพร 94 คำขอ อุปกรณ์ทางการแพทย์ 66 คำขอ ระบบสื่อสารและอุปกรณ์ส่งสัญญาณ รวมถึงการจัดการสารสนเทศ 60 คำขอ และเทคโนโลยีชีวภาพที่เกี่ยวกับแอนติบอดีเอนไซม์ 52 คำขอ
ผู้ยื่นคำขออนุสิทธิบัตรเป็นคนไทย 95% และต่างชาติ 5% โดยผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรกเป็นสถาบันการศึกษาไทยทั้งหมด ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 54 คำขอ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 50 คำขอ มหาวิทยาลัยบูรพา 33 คำขอ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แห่งละ 32 คำขอ โดยมีการจดทะเบียนอนุสิทธิบัตร 883 ฉบับ เพิ่มขึ้น 44.05%
ส่วนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ มีการยื่นคำขอ 1,986 คำขอ ลดลง 7.58% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแบบผลิตภัณฑ์ที่ยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด ได้แก่ ลวดลายผ้า 217 คำขอ บรรจุภัณฑ์ 192 คำขอ รถยนต์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง 162 คำขอ เครื่องประดับ 147 คำขอ และอุปกรณ์ก่อสร้าง 121 คำขอ
ผู้ยื่นคำขอสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เป็นคนไทย 56% และต่างชาติ 43% โดยผู้ยื่นคำขอมากที่สุด ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 52 คำขอ บริษัท บีอีจีเอ กันเทนบริงค์-ลอยช์เทน เคจี จากเยอรมนี 49 คำขอ มหาวิทยาลัยบูรพา 46 คำขอ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 33 คำขอ และบริษัท แอปเปิล อิงค์. จากสหรัฐอเมริกา 25 คำขอ โดยมีการจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ 2,523 ฉบับ เพิ่มขึ้น 68.54%
สำหรับลิขสิทธิ์ มีการแจ้งข้อมูล 5,523 ผลงาน เพิ่มขึ้น 8.85% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผลงานที่แจ้งข้อมูลมากที่สุด ได้แก่ วรรณกรรม เช่น งานนิพนธ์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 2,310 ผลงาน ศิลปกรรม 1,673 ผลงาน ดนตรีกรรม 1,155 ผลงาน โสตทัศนวัสดุ 244 ผลงาน และสิ่งบันทึกเสียง 71 ผลงาน โดยผู้ยื่นแจ้งข้อมูลเป็นคนไทย 99% และต่างชาติ 1%
ผู้ยื่นแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล 125 ผลงาน มหาวิทยาลัยทักษิณ 112 ผลงาน มหาวิทยาลัยขอนแก่น 66 ผลงาน บริษัท ยอวานี จำกัด 61 ผลงาน และมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี 51 ผลงาน
นางอรมนกล่าวว่า สถิติช่วง 4 เดือนแรกปี 2569 สะท้อนว่าผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ให้ความสำคัญกับทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น เนื่องจาก IP มีบทบาทต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่สถิติการรับจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้นทุกประเภทสะท้อนการเร่งรัดกระบวนการจดทะเบียนของกรมให้รวดเร็วและเชื่อถือได้มากขึ้น
ทั้งนี้ กรมได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI เข้ามาช่วยสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากได้รวดเร็วและแม่นยำ พร้อมส่งเสริมบริการ Fast Track เป็นช่องทางพิเศษในการรับจดทะเบียนนวัตกรรมและผลงานที่มีความจำเป็น รวมถึงพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบคำขออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ได้รับความคุ้มครองสิทธิรวดเร็วขึ้น และสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้ทันเวลา
กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเดินหน้ายกระดับบริการจดทะเบียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาไทยให้เข้มแข็ง ทันสมัย และได้มาตรฐานสากล โดยมุ่งพัฒนากฎหมายและกระบวนการพิจารณาคำขอให้คล่องตัว สอดคล้องกับบริบทการค้าที่เปลี่ยนแปลง พร้อมประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อลดระยะเวลาและต้นทุนในการเข้าถึงสิทธิของผู้ประกอบการ
“การยกระดับระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาจะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการต่อยอดนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์เชิงพาณิชย์ ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพิ่มรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นางอรมนกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับ: ธุรกิจแห่ปกป้องแบรนด์ จด IP 4 เดือนโต 10% สุขภาพขึ้นแท่นอันดับ 1